เมืองยอง
วิถีคนยองและความแปรเปลี่ยน
โดย : เคารพ พินิจนาม
ความเจือเรืองพระธาตุจ๋อมยองเป็นมิ่งเมืองยอง
ความเจือวาไผเกิดบนแผ่นดินยองปี๋หนึ่งจะต้องเอาแผ่นทองคำไปติดธาตุหลวงจ๋อมยอง
ถือวาเมืองยองเป็นแผ่นดินมหาธาตุ ครูบาคำแสง วัดกอข่อย เมืองยอง จังหวัดเชียงตุง
ของประเทศพม่า บอกเล่าให้ฟังเป็นภาษายอง
นั่นหมายว่า ความเชื่อเรื่องพระธาตุจอมยองนั้น
ถือเป็นมิ่งเมืองจอมยอง ความเชื่อที่ว่า หากใครเกิดบนแผ่นดินยองในหนึ่งปี
จะต้องเอาแผ่นทองคำไปติดไว้ที่ธาตุหลวงจอมยอง เพราะถือว่าเมืองยองเป็นแผ่นดินมหาธาตุ
เมืองยอง
คือ สัญลักษณ์เมืองแห่งจิตวิญญาณ
จากการศึกษาเรื่องราวในอดีต ที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีการไหว้สาพระธาตุหลวงจอมยอง
เมืองยองในประเทศพม่า นับว่าเป็นจุดร่วมของยุคสมัยซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดสำคัญเนื้อหาของธาตุหลวงจอมยอง
ซึ่งคงความเชื่อต่างๆที่อยู่คู่กับวิถีของคนเมืองยองทั้งในสังคมชนบทในเมือง
ได้เกาะเกี่ยวเชื่อมร้อยผู้คนให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีวิถีชีวิตและวิถีธรรมชาติของคนเมืองยองตลอดมายังก่อให้เกิดการแพร่กระจายวรรณกรรม
ศิลปวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อในดินแดนและในภูมิภาคที่หลากหลายเป็นอย่างยิ่ง
นับเป็นความเกี่ยวข้องในทางประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ไต ไท ลาว และชาติพันธุ์ต่างๆทั้งในรัฐฉาน
ล้านนา ลานช้าง จนถึงสิบสองปันนา
เมืองยอง(Moung Yawng) ชื่อในประวัติศาสตร์ว่า
มหิยังกะนะ คนเมืองยองผู้เฒ่าผู้แก่เรียกว่าว่าเมือง เจงจ้าง (เมืองเชียงช้าง)
ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงตุง (Kiegtug) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉาน(Shan
state) ในประเทศสหภาพพม่า (Myanmar) อยู่ห่างจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
ขึ้นไปทางทิศเหนือ ประมาณ 170 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลาของการเดินทาง
จากอำเภอแม่สายใช้เวลาประมาณ10-12 ชั่วโมงในฤดูแล้ง แต่ถ้าเป็นฤดูฝนต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ
2 วัน เพราะเป็นเส้นทางที่ลำบาก ยากแก่การสัญจร รถยนต์แต่ละคันที่วิ่งต้องติดโซ่ที่ล้อเท่านั้นถึงจะวิ่งไปได้
กาดเช้าเมืองยอง
เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมที่ยากลำบาก จึงเป็นปัญหากับการรับทราบข้อมูลข่าวสาร
การรับรู้เรื่องราวข่าวสารของเมืองยองและความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆจึงยังไม่มีมากนัก
จะมีบ้างก็อาศัยพระสงฆ์จากเมืองยองที่เดินทางเข้ามาศึกษาเล่าเรียนในเขตเมืองเชียงใหม่และลำพูน
อีกด้านหนึ่งที่พอจะรับรู้ได้จากพี่น้องคนยองที่เดินทางเข้ามาที่ อ.แม่สาย
จังหวัดเชียงรายบ้าง ที่ฝั่งท่าขี้เหล็กบ้าง เช่น ที่บ้านท่าล้อ แม่ขาว
สันทราย บ้านป่าสัก บ้านแม่รวก หมู่บ้านชุมชนชาวไตยองในฝั่งพม่า ที่พากันเข้ามาตั้งบ้านเรือน
พลัดถิ่นและหนีความขมขื่นจากแผ่นดินเกิด
เมืองยองในอดีตนั้น เป็นเมืองอิสระปกครองตนเอง
มีเจ้าหลวงเมืองยองปกครองเช่นเดียวกับหัวเมืองเหนืออื่นๆ โดยทั่วไป
ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ทางการพม่าได้ยกเลิกระบบเจ้าฟ้า และพม่าได้เข้าปกครองเมืองยองเหมือนกับเมืองอื่นๆในรัฐฉาน
(พม่าได้เสียสัตย์ ซึ่งเป็นข้อตกลงในสัญญาที่ ปางหลวง กับกลุ่มชนต่างๆในการปกครองตนเอง
ภายหลังจากอังกฤษให้เอกราชกับพม่า) ความรักความผูกพันระหว่างผู้คนสายเลือดเดียวกันจึงมีแนบแน่น
แม้ว่าพม่าจะดำเนินนโยบายแข็งกร้าวกับกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่การใช้นโยบายกลืนชาติ
แต่คนเมืองยองก็ยังมีระบบภายในการปกครองตนเอง และพึ่งพาตนเอง
สภาพทางภูมิศาสตร์เมืองยองเป็นที่ราบแอ่งกระทะ
มีภูเขาล้อมรอบ ด้านเหนือมีเทือกเขาสูง (ดอยป๋างหนาว) ทิศตะวันตกติดเทือกเขาสลับซับซ้อน
ทิศใต้ติดต่อกับเมืองพยากค์ (Moung Payak) ทิศตะวันออกติดกับน้ำโขง
เมืองยองมีแม่น้ำที่สำคัญเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นแม่น้ำลำธารที่ไหลตลอดปี
ได้แก่ น้ำคาบ น้ำยอง น้ำปุง และน้ำวัง
การจัดระเบียบในการปกครองเมืองยอง จัดแบ่งตามกลุ่มบ้านต่างๆเรียกว่า
หัวสิบ หัวสิบหากเป็นเมืองไทยเรียกว่าตำบล มีอยู่ 6 หัวสิบ หนึ่งหัวสิบมีประมาณ10-20
หมู่บ้าน มีอุ๊กระทะ (กำนัน)เป็นผู้ดูแลหัวสิบ และผู้ใหญ่บ้าน(แก่นาย)ปกครองหมู่บ้าน
เมืองยองมีหมู่ บ้านประมาณ 77-78 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 3-4 หมื่นคน
แต่ละหมู่บ้าน ก็จะมีระบบการปกครองดูแลตนเอง
สำหรับในตัวเมืองยองที่เป็นเขตเมือง มีอยู่
8 กลุ่มบ้าน (เมืองยองเรียกว่าป๊อก) ซึ่งแบ่งตามศรัทธาวัดต่างๆที่อยู่ในเขตเมืองยอง
เช่น ป๊อก 1 (บ้านม่อน) ป๊อก 2 ตุ้งน้ำ(จอมแจ้ง) ป๊อก3 (เชียงยืน)
ป๊อก4 (ม่อนแสน) ป๊อก5 (ม่อนน้อย) ป๊อก6 (หนองแสน) ป๊อก7 (จอมสลี)
ป๊อก8 (หัวข่วง) คนเมืองยองเรียกตนเองว่า ไตเมิงยอง หากอยู่นอกเวียง
(หนอกเวง=นอกเมือง) ก็จะเรียกว่า ไตบ้านนอกนาปาง
การศึกษาของชาวไตยอง อาศัยเรียนบวชเรียนตามบ้านตามวัด
ใช้ตัวอักษรพื้นเมืองคล้ายอักษรชาวล้านนา ไม่นิยมเรียนหนังสือในโรงเรียน
ผู้ที่มีฐานะจะได้เรียนได้รับการศึกษา ซึ่งมีโรงเรียนประจำเมืองในเมืองยอง
มีการสอนภาษาพม่า เฉพาะลูกหลานคนพม่าหรือลูกหลานคนที่มีฐานะในเมืองหรือที่อยู่ในเมืองเท่านั้น
ขณะที่หมู่บ้านในชนบทรัฐบาลพม่าส่งครู (สม่า) เข้าไปสอนในโรงเรียนเล็กๆตามหมู่บ้าน
แต่ไม่มีใครส่งลูกหลานเข้าเรียนระบบการศึกษาของพม่าก็คล้ายกับระบบการศึกษาในเมืองไทย
ชั้นประถม (พม่าจะเรียกว่าตาน1-4) ชั้นมัธยม (ตาน5-8)
ภาพความบริสุทธ์ของเด็กน้อย
เมื่อปี 2535 ปัจจุบันหายไปไหน
ความศรัทธาในความเชื่อและการอยู่ในร่มพระศาสนาถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดของคนเมืองยอง
คนเมืองยองชอบการทำบุญทำกุศลเป็นชีวิตจิตใจ พี่น้องเมืองยองส่งลูกหลานมาบวชเณรในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก
เนื่องจากต้องการให้ลูกหลานศึกษาธรรมและเรียนหนังสือทั้งตัวเมืองและหนังสือไทยอีกด้านหนึ่ง
ไม่ต้องการที่จะให้ลูกหลานถูกทางการพม่าเรียกเกณฑ์ผู้คนไปเป็นลูกหาบ
จึงทำให้พระเณรแต่ละวัดมีเป็นจำนวนมาก
ยังไม่พอแค่นั้นยังมีลูกหลานคนยองอีกหลายพันคน
ที่ไม่มีโอกาสได้บวชเรียนเพราะเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ บางหมู่บ้านต้องร่วมลงขันช่วยเหลือกัน
ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ที่ประสงค์จะบวชเรียน ผิดกับเมืองไทยที่จะหาคนบวชเรียนเข้าศึกษาธรรม
ใฝ่แสวงหาหลักธรรมคำสั่งสอนในพุทธศาสนานับวันยิ่งน้อยลง
ประเพณีการบวชพระ (บวชเณร) ประเพณีเป็กตุ๊
(บวชพระ) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนเมืองยอง ด้วยความเชื่อและความศรัทธา
ความเชื่อที่ว่า ตายไปแล้วต้องสู่ภพหน้า คนเมืองยองจึงเป็นคนชอบทำบุญทำกุศล
ใจบุญ จะเห็นจากความศรัทธาในวันศีลวันพระที่ทุกคนต้องเข้าวัดฟังธรรม
เรื่องราวของเมืองยองตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
ถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะประสพกับภาวะอยู่ในขั้นวิกฤตหรืออยู่ในยามมีศึกภัยสงครามเดือดร้อนอย่างไรก็ตาม
เมืองยองก็สามารถดำรงอยู่และมีวิถีการอยู่ร่วมกันมา ความสำคัญเช่นนี้ทำให้เราต้องค้นคว้าแสวงหา
เรียนรู้มิติความเชื่อที่ดำรงอยู่ของสังคมภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของสังคม
อุดมการณ์ความศรัทธาสูงสุด
คือ ธาตุหลวงจอมยอง
ที่สำคัญที่สุดของคนเมืองยองคือการให้ความเคารพนับถือ
พระธาตุหลวงจอมยอง คนเมืองยองเรียกพระธาตุหลวงจอมยองว่า ธาตุโหลง
หรือธาตุหลวง (แต่คำยองคำว่า โหลงฟังแล้วมันยิ่งใหญ่กว่า หลวงหลายเท่า)
พระธาตุหลวงจอมยองอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองยองประมาณ 8 กิโลเมตร
และมีต้นไม้สลีคำ (ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์) อยู่ทางทิศตะวันออกเมืองยองประมาณ
7 กิโลเมตร สิ่งศักดิ์สิทธิ์สองอย่างนี้ที่คนเมืองยองเคารพบูชาเป็นอย่างมาก
เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของจิตใจคนเมืองยอง
ทั้งธาตุหลวงจอมยองและไม้สลีคำมีประวัติความเป็นมามีเรื่องราวที่กล่าวไว้อย่างมากมาย
ตามประวัติบอกไว้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ ดอยมหิยังกะนะ เหิรมาทางอากาศพร้อมด้วยภิกษุ
500 ตน มาถึงยอดจอมดอยได้เอาเกศา 4 เส้น ให้กับฤษีคิริมานนท์ ด้วยระนึกรู้ชาติปางหลังว่าตนได้เป็นพ่อค้าเรือสำเภา
500 เล่ม ได้เสียเรือมาล่มที่นี้ ส่วนไม้สลีคำเป็นต้นโพธิ์ที่พระอรหันต์นำกิ่งต้นโพธิ์สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จากอินเดียมาปลูกไว้ในแต่ละปีคนเมืองยอง
และผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะเดินทางไปไหว้สาสักการะธาตุหลวงจอมยองโดยเฉพาะวันขึ้น
15 ค่ำ เดือนเกี๋ยง (เดือนอ้าย) ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงในประเทศไทย
พิธีไหว้สาพระธาตุหลวงจอมยอง
เป็นประเพณีที่จัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
ความเจือเรืองพระธาตุจ๋อมยองเป็นมิ่งเมืองยอง
ถ้าไผบ่มีลูกก็หื้อเอาเสื้อผ้าไปขอถ้าอยากได้ผู้จายก็เอาเสื้อผ้าจาย
เป็นหญิงเอาเสื้อผ้าผู้หญิงจะได้ตามความผาถนา (ความเชื่อเรื่องพระธาตุจอมยอง
หากใครไม่มีลูกให้เอาเสื้อผ้าไปขอ อยากได้ผู้ชายก็เอาเสื้อผ้าผู้ชายหากได้ผู้หญิงก็เอาเสื้อผ้าผู้หญิง
จะได้ตามปรารถนา) นางแสงอ่อน เมืองยอง
เดือน7 ออก 15 ค่ำ ก็ปอยไม้สลีคำ ไหว้สาไม้สลีคำไม้ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองยอง
ความเจือเรืองต้นไม้สะหลีคำคือเป็นกิ่งไม้จากต้นไม้สะหลีจากอินเดียสถานตีพระพุทธเจ้าตรัสรู้
เมื่อจะมีศึกมีเสือก็จะสำแดงฤทธิ์คือ ออกเลือดแล้วสังฆะ (พระสงฆ์)
จะต้องไปสวดไปถอน
พระธาตุหลวงจอมยองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับเมืองยองมานานนับพันปี
เป็นสัญลักษณ์ของความดีงามความรักความสามัคคีที่ทุกคนน้อมนำ จึงปลูกฝังความเชื่อต่างๆผ่านผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์
พระธาตุหลวงจอมยองจึงสะท้อนกลับมายังผู้คนให้ดำรงไว้ในศรัทธาและความเชื่อที่สืบต่อกันมา
ดังนั้นเองจารีตปฏิบัติของคนเมืองยองก็คือ การเรียนรู้และการอยู่กับธรรมชาติมีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินมหาธาตุ
ในปีหนึ่งๆที่ทุกคนต้องไปสักการะไหว้สา พระธาตุหลวงจอมยองและไม้สลีคำ
ที่ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดำรงอยู่คู่กับเมืองยองมานานนับหลายร้อยศตวรรษ
วิถีและประเพณีความเชื่อ
คือเครื่องค้ำจุน
ความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนเมืองยอง นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของธาตุหลวงจอมยองไม้สลีคำแล้ว
ในเรื่องของจารีตประเพณี พิธีกรรม และมีศาสนาเป็นเครื่องค้ำจุน ความศรัทธาและความเชื่อในเรื่องผี
ผีบ้าน ผีบรรพบุรุษ (ผีหม่อนเมือง ท้าวพระยางาม) ซึ่งเป็นจารีตของชุมชนที่ทุกครอบครัวยังให้ความสำคัญต่อเนื่องอย่างเคร่งครัด
ประเพณีการเลี้ยงผีหม่อนเมืองจะเลี้ยงกันเป็นประจำทุกปี
คนยองเรียกว่า กรรมเมือง จะมีอยู่ 3 วัน (เดือน 5 แรม 15 ค่ำ เป็นป๋าเวณีตัวตังเมือง
(กรรมเมือง) เลี้ยงผีบ้านผีเมือง คนยองจะถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ไม่เดินทางออกนอกบ้านหรือว่าไปค้าไปขายที่ไหน ทุกหมู่บ้านในเมืองยองจะยึดถือและปฏิบัติ
คนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า (ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองยองนับถือศาสนาพุทธ
ผสมผสานกับลัทธิพิธีกรรมของตนเอง มีเพียง 3 หมู่บ้าน คือ บ้านหม่อน
บ้านหนองแสน และบ้านยอด ที่นับถือคริสต์ศาสนา)
วันกรรมไผเป็นคนกึด เป็นครูบาปอเป็นคนกึดขึ้นมากับด้วยวันพระ
เป็นวันหยุดของคนเมืองยอง ไผมีอะหยังก็เอามาขายกันตีวัดบ้านนอกนิ มีแต่บ้านกอข่อยไผจะขายในวันกรรมก็ต้องมาซื้อมาขายตีบ้านกอข่อย
บ้านเมืองบ่มีเจ้าบ่มีนาย ทหารมีอำนาจมันก็เป็นอย่างอี้ กิ๋นไผขักเห็ดก็มีกิ๋นมีด้อยมันบ่ได้ซื้อบ่ได้แลก
(แปล เดือน5 แรม 15 ค่ำ เป็นวันกรรมเมือง เป็นวันหยุดของคนเมืองยอง
ใครมีอะไรก็เอามาซื้อขายกันที่ลานวัดบ้านนอก ใครจะซื้อจะขายกัน บ้านเมืองไม่มีเจ้านาย
ทหารมีอำนาจก็เป็นอย่างนี้ ใครขยันทำมาหากินก็ไม่อดไม่อยากไม่ต้องไปซื้อ)เดือนห้าแรม
6
ข้อมูลจาก
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_print.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5405&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
เมืองยอง
วิถีคนยองและความแปรเปลี่ยน (2)
โดย : เคารพ พินิจนาม
นี่คือเรื่องราวของคนไตยองทั้งสองแผ่นดิน ทั้งในรัฐฉานของพม่าและคนไตยองในฝั่งไทย
ที่ผู้เขียนได้ สะท้อนเรื่องราวท่ามกลางการต่อสู้และความผันแปรต่างๆ
ของคนยอง ว่าทำอย่างไรคนไตยองจึงจะมีการพัฒนาอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกัน
ท่ามกลางการไหลบ่าของกระแสตะวันตก นำไปสู่การค้ามนุษย์และปัญหาอื่นๆ
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
นั้นมาจากผลพวงของการพัฒนาประเทศที่พัฒนา การไหลบ่าของกระแสวัฒนธรรมตะวันตก
การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต จากการพึ่งตนเองสู่กระแสนิยมการบริโภค การไหลบ่าของแรงงานรับจ้าง
ไปสู่การค้าชายแดนปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาโสเภณี ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหายาเสพติด
ฯลฯ
สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ เริ่มเป็นปัญหาต่อปัจจัยภายในของคนเมืองยอง
ที่กำลังหาทางออกให้กับสังคมตนเอง ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังก้าวหลงไปกับเรื่องราวที่ได้รับจากภายนอกและกระแสสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป
ไม่ว่าอิทธิพลที่ได้จากประเทศจีน สิบสองปันนา อิทธิพลที่รับจากการปกครองของพม่า
อิทธิพลที่ได้รับจากประเทศไทย รวมถึงอำนาจมืดต่างๆที่แผ่อิทธิพลทั้งด้านบวกและด้านลบ
ด้วยเหตุเช่นนี้เอง ที่เป็นตัวเร่งและเป็นปัจจัยให้สังคมเมืองยองกำลังหลงเข้าสู่ความคับขัน
และผู้คนกำลังยึดติดกับวัตถุ ลาภยศ เงินตรา ดูเหมือนว่าจะเป็นความรุนแรงที่นับวันจะเพิ่มทวียิ่งขึ้น
จากสังคมวิถีเกษตรกรรมที่เรียบง่ายไปสู่ระบบการแข่งขันและการแย่งชิง
สังคมเมืองยอง ดูเหมือนจะดูอึมครึมกับปัญหาต่างๆที่รุมเร้าและหมักหมมมานาน
เพราะการขาดอำนาจในการปกครองตนเองอย่างที่เป็นระเบียบแบบแผน ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
หมู่คณะผู้คนเริ่มที่จะหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เนื่องจากเป็นสังคมเชิงซ้อน
ที่ถูกระบบและกลไกอานาจต่างๆกดทับหลายระบบ หลายความคิด โดยเฉพาะสังคมในเมืองยอง(ในเวียง)ที่วิถีของความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กำลังเกิดขึ้น
ตึงวันนี้ต่างคนก็อยู่ บ่อฮุ่ว่าไผค้าไผขายอะสัง
ไผมีเงินมีคำก็วาดี(ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าใครทำอะไร ค้าขายอะไร ใครมีเงินมีทองก็ว่าดี)ขนานจ๋อม
จอมสลี ชาวบ้านเมืองยอง บอกเล่าให้ฟัง
วิถีพอเพียงเรียบง่ายพลันสูญ
เมื่อธุรกิจการค้ารุกคืบ
เศรษฐกิจของเมืองยองที่ขึ้นอยู่กับระบบการทำการเกษตรดั้งเดิม
วิถีชีวิตที่เรียบง่ายในปัจจุบันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่เริ่มมีการติดต่อและสัมพันธ์
การทำมาค้าขายกับเมืองไทยและเมืองสิบสองปันนา
การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจจากการพึ่งตนเองในระบบไร่นา
สู่การทำมาค้าขายระหว่างเมือง เช่น ระหว่างท่าขี้เหล็กแม่สาย เชียงตุง
เชียงรุ้ง สิบสองปันนา ทำให้มีการซื้อขายมากกว่าการหาแลกสิ่งของหรือแบ่งปันเหมือนดังอดีต
ส่วนใหญ่สิ่งของปัจจัยที่นำมาซื้อมาขายก็เป็นของที่มาจากเมืองไทย ทำให้ราคาสินค้าที่คนยองซื้อขายกันมีราคาแพง
บางคนที่อยู่เมืองยองไม่สามารถจะหาซื้อของจากเมืองไทยได้
เพราะว่าเงินทองในเมืองยองหายาก ค่าแรงงานวันหนึ่งประมาณ 1,500 จ๊าด(ประมาณ
45-50 บาท) เศรษฐกิจของกินของตานที่เป็นสินค้า ปัจจัยต่างๆที่ต่างกัน
ผักไม้ กล้วยอ้อย ขนม(ข้าวมูล) ในตลาดราคาแพง มาม่า หนึ่งซองก็ 300
จ๊็าด ตกอยู่ ประมาณ 8 บาท ใช้ของไทยแต่เวลาซื้อแพงกว่าเมืองไทย
การทำนาบ้างต้องใช้รถไถนาแทนวัวแทนควาย มีรถอีแต็กๆ
เมืองยองเรียกว่า ทรจี๋ เริ่มมีการจ้างแรงงานในการทำไร่ทำนา หากพูดถึงอาชีพทำนาถ้าเป็นเมืองไทยสามารถอยู่ได้อย่างสบายเพราะไม่ต้องลงทุนมากผลผลิตสูง
แต่เมืองยองไม่สามารถขายผลผลิตที่ตนเองทำได้ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองของพม่า
พม่าไม่อนุญาตส่งข้าวไปขาย นอกจากมีไว้กินไว้ใช้หรือขายให้ทางการ(ในราคาถูกแสนถูกหรือบังคับเอาไปเฉยๆ)
แม่นางแอ่น จากบ้านป่าม่วง เมืองยอง บอกว่า
ถ้าบ่เห็ดข้าวก็ตั้งตั๋วบ่ได้ตั้งหอตั้งเฮือนก็บ่ลุก ปัจจุบันนิไถจาคงัวควายก็มีหลาย
มีสองสามเจ้าบ่ดาย ทำสวน (หากว่าไม่ได้ทำนาก็ตั้งตัวไม่ได้สร้างบ้านเรือนไม่ได้
ปัจจุบันวัวควายมีมาก สองสามเจ้าที่ทำสวน)
การปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสิบสองปันนา
คือการปลูกยางพารา มีการลงทุนและการจ้างงานทำสวนยางทั้งถางป่า ปลูกยางพารา
วิถีเหล่านี้ทำให้ระบบวิถีการเกษตรพึ่งตนเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ที่นอกจากจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบวิถีชีวิตของคนเมืองยองแล้ว
การเปลี่ยนแปลงทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเริ่มส่งผลกระทบ มีการตัดไม้ทำลายป่า
เผาป่า อย่างมากมายมหาศาล ในต้นน้ำยอง ต้นน้ำวัง ต้นน้ำปุง ทำให้แหล่งต้นน้ำลำธารต้องสูญเสียไปหลายพันไร่
พืชสัตว์ที่อยู่ในน้ำได้รับผลกระทบชาวบ้านเริ่มหากินลำบากมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
น้ำยองที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด น้ำยองใช้สำหรับอุปโภคบริโภคของคนเมืองยองหลายหมู่บ้าน
มีไคน้ำ(สาหร่าย)ที่เกิดได้เฉพาะในน้ำยอง สิ่งเหล่านี้เริ่มที่สุญหายไป
น้ำยองเริ่มขุ่นมัว
อาชีพตีก่ำลังเห็ดคือสวนยาง จะขายปอลำปอรวย
ก็บ่มีไผเห็ดหลายก็มานด้อยกิ๋นแห (อาชีพที่กำลังทำคือทำสวนยาง จะขายให้มันรวย
แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำหลายกลัวพม่าจะยึดเอา ) ขนานขัน ชาวบ้านจากบ้านกอม
เมืองยอง บอกเล่าให้ฟัง
บนความเปลี่ยน
วัฒนธรรมกับกระแสโลกาภิวัฒน์
ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาเรียนรู้
การสร้างบ้านเมืองสร้างชีวิตของคนยอง เมืองยองวันนี้ยังเป็นเมืองที่น่าศึกษาเรียนรู้และยึดเป็นแบบอย่างในการพึ่งพาตนเองและการอยู่ร่วมกันท่ามกลางเรื่องราวและปัญหาที่ซับซ้อน
จากยุค เก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง .ก้าวสู่โลกใหม่ที่เรียกตังเองว่า
ยุคโลกาภิวัฒน์
อย่างไรก็ตาม ในระยะ10 กว่าปีที่มีการพัฒนาทางด้านถาวรวัตถุต่างๆในเมืองยอง
วัดเป็นเป้าหมายแรกของการเปลี่ยนแปลง เมืองยองมีวัดเกือบทุกหมู่บ้านที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน
ธาตุหลวงจอมยองและวัดราชฐานหลวงหัวข่วงเป้าหมายแรก ได้รับการซ่อมแซมบูรณะ
และถูกเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเก่าเป็นสิ่งใหม่ วิหารที่เป็นศิลปกรรมแบบเมืองยองอันเก่าแก่และทรงค่าถูกรื้อทิ้ง
บางครั้งที่ผู้คนต่างยังไม่รู้จักความงดงามและความเก่าแก่อันทรงคุณค่า
วิหารหลังใหม่ วัดต่างๆในเมืองยอง ที่เป็นศูนย์กลางของขุมชนเกือบทุกหมู่บ้านกำลังเปลี่ยนแปลง
โบสถ์วิหารสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณอันทรงคุณค่าถูกรื้อทิ้งเป็นซากอิฐซากปูน
ภาพเขียน ภาพวาดตามฝาผนังในวัดต่างๆที่สะท้อนเรื่องราวทรงคุณค่ากำลังจะถูกทำลาย
ด้วยค่านิยมที่มองเห็นความสวยงามแต่เพียงผิวเผิน พี่น้องเมืองยองต่างมิจิตศรัทธา
ต่างพากันช่วยกันระดมหาทุน หางบประมาณจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากการระดมทุนภายใน
ภายนอก และส่วนใหญ่ได้จากพี่น้องเมืองยองที่อยู่ในประเทศไทยเกือบทุกหัวระแหง
ทั้งกรุงเทพฯ หาดใหญ่ นครปฐม เชียงใหม่ และลำพูน
ครูบาวัดจอมแจ้ง แห่งเมืองยอง บอกเล่าให้ฟังว่า
เมื่อก่อนพระเณร ก็อยู่บ้านอยู่เมือง ตามฮีด ตามฮอย แต่ปัจจุบันตุ๊พระเมืองยองเดินทางเข้ามาเมืองไทยก็หลาย
ต้องการที่มาศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ก็ต่างคนต่างหา กลับมาเมืองยองก็ปรับสภาพไปตามวิถีคนยอง
จะว่าเปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยนมาก เห็นกับตาคือทางด้านความเจริญ ถนนหนทาง
บ้านเมืองเริ่มเปลี่ยนไป อุโบสถวิหารในเมืองยองก็เปลี่ยนผ่อง ไฟฟ้า
คน เมืองยองก็ดูทีวีไทยมันก็ดีอย่างได้รู้ได้เห็นได้ฟัง ได้รู้จักพี่น้อง
บางก้อบางคนสอบเปรียญได้ ก็กลับไปเมืองยองไปพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองยอง
แต่บางครั้งความรู้สึกดูเหมือนว่าการเลียนแบบจะฮับมาเป็นอย่างๆ เมืองไทยก็อยากเลียนแบบเมืองฝรั่ง
คนไตยองอยากที่จะเลียนแบบเมืองไทย
บ่าเดี๋ยวนี่ในเมืองยองไม้มุงคา เเป๋งดินขอเหมือนเมื่อก่อนเริ่มเปลี่ยนไปพ่องงแล้วเน้อ..
วัดวาอารามที่อยู่ในเมืองยอง หรือตามหมู่บ้านต่างๆก็เลียนแบบ แป๋งเฮ็ดแบบเมืองไทยหลาย
ของเดิมที่ยังเหลืออยู่มีบ่ค่อยนัก ของเก่าๆสูญหาย อ่อนหญิง อ่อนจายก็บ่ใคอยู่บ้าน
ต่างคนต่างไป หาเงินหาคำ พ่อหนานแก้ว จากบ้านป่าม่วง เมืองยองเล่าให้ฟัง
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเรียกตัวเองว่าการพัฒนาบ้าง
ความทันสมัยบ้าง บางคนเรียกว่าความเจริญ โลกกาภิวัฒน์บ้าง ซึ่งจะมีใครบ้างเคยฉุดคิดสักนิดหรือไม่ว่า
การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นทั้งหลายนำพาไปสู่เป้าหมายอะไร หากบอกว่านำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่กว่า
ก็ไม่อาจสรุปได้แต่เพียงผิวเผิน เพราะว่าถ้ามีความหมายคุณภาพชีวิตที่เคยสั่งสมมาแต่อดีต
หลายคนพยามที่จะเรียกร้องไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งคุณภาพที่ชีวิตที่ดี
วิถีชีวิต ความสงบสุข สันติสุข ความอบอุ่น
เหมือนอย่างกับสมัยบรรพบุรุษและชีวิตที่เรียบง่าย กำลังถูกครอบงำด้วยของใหม่ที่เข้ามาแทนที่คุณค่าเก่าที่กำลังสูญหาย
วัฒนธรรมใหม่ของคนเมืองยองยองที่กำลังดำเนินอยู่กับการรับมาจากอำนาจและอิทธิพลต่างๆจะไปในทิศทางไหน?
ใครจะตอบได้นอกจากคนเมืองยอง
วันนี้ นอกจากเมืองยองต้องต่อสู้กับสงครามแย่งแผ่นดินแล้ว
เมืองยองยังต้องต่อสู้กับสิ่งใหม่ที่คุมคามเข้ามาและที่ยากกว่านั้นก็คือปัญหาค่านิยมใหม่และวัฒนธรรมใหม่
ซึ่งกำลังรุมเร้าคนหนุ่มสาว วัยรุ่น เด็ก โดยเฉพาะผู้คนในวัยหนุ่มสาว
อยากมีเงินใช้ มีทองใส่ มีรถเครื่องขี่เที่ยว อยากมีบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่
อยากมาทำงานที่เมืองไทย หนุ่มสาวกำลังหันหลังให้กับหมู่บ้าน มุ่งหน้าเดินทางเข้ามาเมืองไทย
ผู้คนกำลังตกอยู่กับความฉงนและหลงในความฟุ้งเฟ้อกับวัตถุและเงินตรา
ผลพลอยบีบคั้นภาวะจิตใจให้ตกเป็นเหยื่อของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนไปตามวันเวลา
ว่ากันว่า อีเอ้ย อีคำเอ้ย อีขัน อีแสง อีจัน
อีฟอง อีคำอุ่น และอีอีกหลายคนที่เคยรู้จักมักคัน ทำงานอยู่เมืองไทยทั้งหลาย
เสียงสะท้อนที่บ่งบอกความรู้สึกจากพี่น้องเมืองยองที่เคยพบเห็นมาตั้งแต่เด็ก
ถูกกระแสสังคมการสื่อสารระหว่างคนเมืองยองที่อยู่เมืองไทย สื่อทางทีวีและวิทยุเพราะคนเมืองยองดูทีวีเมืองไทยฟังเพลงฟังข่าวจากเมืองไทยและอิทธิพลต่างๆที่เข้ามายังเมืองยอง
ได้ชักพาให้ลุ่มหลงไปกับสิ่งเหล่านั้น
เฮือนมันก็บ่มีสัง ไคไปทำงานตีเมืองไทย มันบ่มีสังเหมือนเปือนปอแมก็บ่มีสังของสิ่งใดมันก็บ่มีสังเหมือนเปือน
ใคเอาเงินมาสร้างใคหื้อปอแมสบาย ถ้าอะน้อยใหญ่มากลัวบ่มีสังเหมือนเปือน
(อยุ่บ้านไม่มีอะไรทำ อยากไปทำงานที่เมืองไทย เพราะไม่มีอะไรเหมือนคนอื่น
พ่อแม่พี่น้องก็ไม่มีอะไรเหมือนอย่างเขา อยากเอาเงินมาสร้างอยากให้พ่อแม่สบาย
หากว่ากลัวก็จะไม่มีอะไรเหมือนเขา) อีอิ่นคำ หญิงชาวยองบ้านกอม วัย
16 ปี บอกเล่า
ต่างคนต่างเบนทางชีวิต
จากเมืองยองสู่เมืองไทย
อีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่เป็นตัวเร่งผลักดันให้แรงงานวัยหนุ่มสาวที่เป็นกำลังในการสร้างสังคมของตนเองหันเหชีวิตจากแผ่นดินก็คือปัญหาการกดขี่ข่มเหงจากการปกครองของพม่า
ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักหน่วง ยากด้วยลำพังที่คนเมืองยองจะตั้งรับต่อปัญหาดังกล่าว
บวกกับค่านิยมที่เป็นกระแสสังคมที่พุ่งเข้าไป เป็นจุดเปราะบางอย่างยิ่งสำหรับสังคมเกษตรกรรมอย่างเช่นเมืองยอง
เพราะถูกชักจูงและชี้นำได้ง่าย
มันจำเป็นแต้ๆที่เฮามาเมืองไทย ยิ่งเป็นแม่หญิงลำบากกว่าผู้ชายมาก
เพราะผู้หญิงจะไม่มีโอกาสได้เรียนลิก(หนังสือ) บ่เหมือนคนจาย (ผู้ชาย)
ที่เข้าวัดศึกษาธรรม บางคนคิดว่าอยู่เมืองยองสบาย มันสบายถ้าไม่มีใผมารังควาน
อย่างม่าน(พม่า)มาข่มเหงรังแก ก๋านออกมีหลาย เมืองยองไม่มีเงินสักบาทก็อยู่ได้.กันบ่มีม่าน
บ่ใจวาเฮาบ่ฮักบ้านฮักเมือง
เมืองยองของวันนี้ เป็นที่รับรู้กันว่า เด็กผู้หญิง
อายุระหว่าง14-18ปี กำลังตกเป็นเหยื่อ ทางสังคมอย่างร้ายแรง เริ่มหายออกไปจากบ้านที่ละคนสองคน
จนแทบไม่เหลือ แต่ละคนต้องการมาหางานทำในเมืองไทย แต่ละคนบอกว่าเพื่อให้พ่อแม่ได้อยู่สบาย
ไม่ต้องลำบาก ให้มีเงินทองไว้ใช้
วิถีของเด็กหญิงบ้านป่าม่วงเมืองยอง ที่นับวันเริ่มมองไม่เห็นแล้ว
ชีวิตหญิงไตยอง
กับรอยทางการค้ามนุษย์ จากสิบสองปันนา-ท่าขี้เหล็ก แม่สาย-กรุงเทพฯ
เมืองยองวันนี้ จึงไม่แตกต่างจากเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน
ในการออกไปหางานทำของแรงงานวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะสาวๆที่ถูกเป็นสินค้าที่มีการจับจอง
จากแมวมองหรือนายหน้า ภายในหมู่บ้านของตนเอง แมวมองเหล่านั้นอาจเป็นญาติพี่น้อง
เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด เป็นอุปถัมภ์เรื่องของเงินทองให้กับพ่อแม่ของหญิงสาวเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูเรื่องของส่วนรวม
เช่น เป็นเจ้าภาพในการสร้างวัด บูรณะซ่อมแซมวัดวาอาราม และมีอิทธิพลทางด้านการเงิน(เพราะรู้ว่าน่าที่จะพูดอย่างไร
ทำอย่างไรกับพ่อแม่ของหญิงสาว ตัวเองอาจจะเคยผ่านการเดินทางมาแล้ว)
คอยชักนำและชักจูง
ตลอดเส้นทางจากสิบสองปันนา ข้ามน้ำหลวย มาเมืองยู่
เมืองยอง เป็นเส้นทางของการค้าที่เรียกว่าการค้ามนุษย์ ถึงแม้ว่าทางการพม่าจะไม่อนุญาตให้หญิงสาวที่มีอายุต่ำกว่า
25 ปี เดินทางออกนอกเมืองก็ตาม แต่ช่องทางออกและวิธีในการผ่านด่านตรวจต่างๆมีมากมายหลายอย่าง
เพราะอำนาจเงินเป็นใหญ่ในหมู่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจของพม่า ย่อมมีการส่งส่วยตามด่านรายทาง
จากการบอกเล่าของสาวเมืองยองคนหนึ่งเธอบอกว่า การมาเมืองไทย บางคนต้องใช้เวลาในการรอนแรมอยู่หลายวัน
ลัดเลาะตามหมู่บ้านต่างๆ บ้างต้องเดิน บ้างต้องขี่รถเครื่องต่อกันหลายๆต่อหมู่บ้าน
ต้องเสียเงินกับค่าเดินทางมานับหมื่นบาท
เมื่อมาถึงท่าขี้เหล็กก็จะต้องพักตามบ้านญาติที่พอรู้จักบ้าง
เพื่อรอเดินทางที่จะเข้ามาประเทศไทย ในช่วงนี้บางคนอาจจะต้องเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ
เปลี่ยนผ้าถุงนุ่งกางเกง ให้รู้จักการแต่งตัว ให้เรียนรู้และพูดภาษาไทย
อ่านภาษาไทย บางคนมีการจ้างคนมาสอนให้ ให้คล่องแคล่ว หรือบางทีก็รอพ่อเลี้ยง...
เมื่อได้ใบสั่งจากกรุงเทพ หรือ เป้าหมายปลายทางได้แล้ว
นั่นก็หมายความว่าเส้นทางที่จะผ่านด่านต่างๆในการตรวจ การจ่ายส่วยค่าผ่านทาง
เจ้าหน้าทางการที่เป็นหุ้นส่วนในการนำพาหญิงสาว หลายครั้งเจ้าหน้าที่รัฐเองเป็นผู้นำเดินทางข้ามชายแดน
เมื่อตรวจสภาพเส้นทาง ทุกด่านเปิดแล้ว ทุกอย่างพร้อม ก็ออกเดินทางโดยใช้รถตู้บ้าง
รถปิกอัพบ้าง รถเก๋งส่วนตัวบ้าง...
มีเรื่องมากมายที่ผู้เขียนไม่อยากที่จะเขียน
เพราะบีบคั้นความรู้สึกของตัวเอง ที่คนเมืองยองถูกหลอกและถูกล่อลวงต่างๆ
บ้างไม่เหลือแม้แต่ชีวิต ไม่รู้ว่าไปอยู่แห่หนตำบลไหน บ้างก็ตายไปด้วยโรคเอดส์
โรคร้ายที่เป็นภัยคุกคามเมืองยองในขณะนี้
ประวัติศาสตร์เมืองยองได้ฝ่ามรสุมจากการต่อสู้ดิ้นรนและถูกกลุ่มคนต่างๆรุกรานมาโดยตลอด
เป็นเหตุให้คนยองต้องละทิ้งแผ่นดินของตนเอง กลับกลายเป็นคนพลัดถิ่น
หลีกหนีสงคราม หนีชีวิตที่ทุกข์ยากแต่ต้องพบกับ มีการสูญเสีย มีการพลัดพราก
ก่อให้เกิดความทุกข์ยากลำเค็ญ ความทุกข์ทรมานต่างๆ นานา
แผ่นดินเมืองยองวันนี้จึงเงียบเศร้าและขมขื่น.
..........................................................................................
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5582&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
|