www.60thcelebrations.com
หน้าแรก
 
ประวัติความสำคัญของวัด
ประวัติเจ้าอาวาสในอดีต
ประวัติเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
ประเพณีและเทศกาล
กิจกรรมร่วมกับชุมชน
วิถีชุมชนประตูป่า
โรงเรียนวัดประตูป่า
ข้อมูลบ้านประตูป่า
แผนที่
Contact
   
  ลิ้งค์ที่น่าติดตาม
  เรื่องราวชาวไทยอง,ไทใหญ่,ไทลื้อ ในมุมมองของคณะวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
www.ethnictai.com
 
  เรื่องราวร้อยเรียง ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ในชุมชนประตูป่า และใกล้เคียง นำเสนอตามที่เข้าใจ อ่านได้อ่านดีที่
จดหมายเหตุ ชุมชนประตูป่า
 
 

‘เมืองยอง’ วิถีคนยองและ ความแปร เปลี่ยน โดย : เคารพ พินิจนาม/ประชาไท

บ้านประตูป่า ชุมชนโบราณ ๒๐๐ ปี ลำพูน โดย จักรพงษ์ คำบุญเรือง

รายงานพิเศษ : ไตยองสองแผ่นดิน แผ่นดินนี้...มีแต่ความขมขื่น
โดย รัชนี รัตติกาล / ประชาไท

200 ปี ชาวยอง สิบสองปันนา ชาติพันธุ์ต้นตระกูลคนลำพูน
โดย พิมผกา ต้นแก้ว

 

 

‘เมืองยอง’ วิถีคนยองและความแปรเปลี่ยน


โดย : เคารพ พินิจนาม

“ความเจือเรืองพระธาตุจ๋อมยองเป็นมิ่งเมืองยอง ความเจือวาไผเกิดบนแผ่นดินยองปี๋หนึ่งจะต้องเอาแผ่นทองคำไปติดธาตุหลวงจ๋อมยอง ถือวาเมืองยองเป็นแผ่นดินมหาธาตุ” ครูบาคำแสง วัดกอข่อย เมืองยอง จังหวัดเชียงตุง ของประเทศพม่า บอกเล่าให้ฟังเป็นภาษายอง

นั่นหมายว่า ความเชื่อเรื่องพระธาตุจอมยองนั้น ถือเป็นมิ่งเมืองจอมยอง ความเชื่อที่ว่า หากใครเกิดบนแผ่นดินยองในหนึ่งปี จะต้องเอาแผ่นทองคำไปติดไว้ที่ธาตุหลวงจอมยอง เพราะถือว่าเมืองยองเป็นแผ่นดินมหาธาตุ

เมืองยอง คือ สัญลักษณ์เมืองแห่งจิตวิญญาณ

จากการศึกษาเรื่องราวในอดีต ที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีการไหว้สาพระธาตุหลวงจอมยอง เมืองยองในประเทศพม่า นับว่าเป็นจุดร่วมของยุคสมัยซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดสำคัญเนื้อหาของธาตุหลวงจอมยอง ซึ่งคงความเชื่อต่างๆที่อยู่คู่กับวิถีของคนเมืองยองทั้งในสังคมชนบทในเมือง ได้เกาะเกี่ยวเชื่อมร้อยผู้คนให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ มีวิถีชีวิตและวิถีธรรมชาติของคนเมืองยองตลอดมายังก่อให้เกิดการแพร่กระจายวรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรมประเพณีความเชื่อในดินแดนและในภูมิภาคที่หลากหลายเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นความเกี่ยวข้องในทางประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ไต ไท ลาว และชาติพันธุ์ต่างๆทั้งในรัฐฉาน ล้านนา ลานช้าง จนถึงสิบสองปันนา

เมืองยอง(Moung Yawng) ชื่อในประวัติศาสตร์ว่า “มหิยังกะนะ” คนเมืองยองผู้เฒ่าผู้แก่เรียกว่าว่าเมือง “เจงจ้าง” (เมืองเชียงช้าง) ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงตุง (Kiegtug) อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉาน(Shan state) ในประเทศสหภาพพม่า (Myanmar) อยู่ห่างจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ขึ้นไปทางทิศเหนือ ประมาณ 170 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลาของการเดินทาง จากอำเภอแม่สายใช้เวลาประมาณ10-12 ชั่วโมงในฤดูแล้ง แต่ถ้าเป็นฤดูฝนต้องใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 วัน เพราะเป็นเส้นทางที่ลำบาก ยากแก่การสัญจร รถยนต์แต่ละคันที่วิ่งต้องติดโซ่ที่ล้อเท่านั้นถึงจะวิ่งไปได้

กาดเช้าเมืองยอง

เนื่องจากเส้นทางการคมนาคมที่ยากลำบาก จึงเป็นปัญหากับการรับทราบข้อมูลข่าวสาร การรับรู้เรื่องราวข่าวสารของเมืองยองและความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆจึงยังไม่มีมากนัก จะมีบ้างก็อาศัยพระสงฆ์จากเมืองยองที่เดินทางเข้ามาศึกษาเล่าเรียนในเขตเมืองเชียงใหม่และลำพูน อีกด้านหนึ่งที่พอจะรับรู้ได้จากพี่น้องคนยองที่เดินทางเข้ามาที่ อ.แม่สาย จังหวัดเชียงรายบ้าง ที่ฝั่งท่าขี้เหล็กบ้าง เช่น ที่บ้านท่าล้อ แม่ขาว สันทราย บ้านป่าสัก บ้านแม่รวก หมู่บ้านชุมชนชาวไตยองในฝั่งพม่า ที่พากันเข้ามาตั้งบ้านเรือน พลัดถิ่นและหนีความขมขื่นจากแผ่นดินเกิด

เมืองยองในอดีตนั้น เป็นเมืองอิสระปกครองตนเอง มีเจ้าหลวงเมืองยองปกครองเช่นเดียวกับหัวเมืองเหนืออื่นๆ โดยทั่วไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2497 ทางการพม่าได้ยกเลิกระบบเจ้าฟ้า และพม่าได้เข้าปกครองเมืองยองเหมือนกับเมืองอื่นๆในรัฐฉาน (พม่าได้เสียสัตย์ ซึ่งเป็นข้อตกลงในสัญญาที่ “ปางหลวง” กับกลุ่มชนต่างๆในการปกครองตนเอง ภายหลังจากอังกฤษให้เอกราชกับพม่า) ความรักความผูกพันระหว่างผู้คนสายเลือดเดียวกันจึงมีแนบแน่น แม้ว่าพม่าจะดำเนินนโยบายแข็งกร้าวกับกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่การใช้นโยบายกลืนชาติ แต่คนเมืองยองก็ยังมีระบบภายในการปกครองตนเอง และพึ่งพาตนเอง

สภาพทางภูมิศาสตร์เมืองยองเป็นที่ราบแอ่งกระทะ มีภูเขาล้อมรอบ ด้านเหนือมีเทือกเขาสูง (ดอยป๋างหนาว) ทิศตะวันตกติดเทือกเขาสลับซับซ้อน ทิศใต้ติดต่อกับเมืองพยากค์ (Moung Payak) ทิศตะวันออกติดกับน้ำโขง เมืองยองมีแม่น้ำที่สำคัญเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นแม่น้ำลำธารที่ไหลตลอดปี ได้แก่ น้ำคาบ น้ำยอง น้ำปุง และน้ำวัง

การจัดระเบียบในการปกครองเมืองยอง จัดแบ่งตามกลุ่มบ้านต่างๆเรียกว่า “หัวสิบ” หัวสิบหากเป็นเมืองไทยเรียกว่าตำบล มีอยู่ 6 หัวสิบ หนึ่งหัวสิบมีประมาณ10-20 หมู่บ้าน มีอุ๊กระทะ (กำนัน)เป็นผู้ดูแลหัวสิบ และผู้ใหญ่บ้าน(แก่นาย)ปกครองหมู่บ้าน เมืองยองมีหมู่ บ้านประมาณ 77-78 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 3-4 หมื่นคน แต่ละหมู่บ้าน ก็จะมีระบบการปกครองดูแลตนเอง

สำหรับในตัวเมืองยองที่เป็นเขตเมือง มีอยู่ 8 กลุ่มบ้าน (เมืองยองเรียกว่าป๊อก) ซึ่งแบ่งตามศรัทธาวัดต่างๆที่อยู่ในเขตเมืองยอง เช่น ป๊อก 1 (บ้านม่อน) ป๊อก 2 ตุ้งน้ำ(จอมแจ้ง) ป๊อก3 (เชียงยืน) ป๊อก4 (ม่อนแสน) ป๊อก5 (ม่อนน้อย) ป๊อก6 (หนองแสน) ป๊อก7 (จอมสลี) ป๊อก8 (หัวข่วง) คนเมืองยองเรียกตนเองว่า “ไตเมิงยอง” หากอยู่นอกเวียง (หนอกเวง=นอกเมือง) ก็จะเรียกว่า “ไตบ้านนอกนาปาง”

การศึกษาของชาวไตยอง อาศัยเรียนบวชเรียนตามบ้านตามวัด ใช้ตัวอักษรพื้นเมืองคล้ายอักษรชาวล้านนา ไม่นิยมเรียนหนังสือในโรงเรียน ผู้ที่มีฐานะจะได้เรียนได้รับการศึกษา ซึ่งมีโรงเรียนประจำเมืองในเมืองยอง มีการสอนภาษาพม่า เฉพาะลูกหลานคนพม่าหรือลูกหลานคนที่มีฐานะในเมืองหรือที่อยู่ในเมืองเท่านั้น ขณะที่หมู่บ้านในชนบทรัฐบาลพม่าส่งครู (สม่า) เข้าไปสอนในโรงเรียนเล็กๆตามหมู่บ้าน แต่ไม่มีใครส่งลูกหลานเข้าเรียนระบบการศึกษาของพม่าก็คล้ายกับระบบการศึกษาในเมืองไทย ชั้นประถม (พม่าจะเรียกว่าตาน1-4) ชั้นมัธยม (ตาน5-8)

ภาพความบริสุทธ์ของเด็กน้อย เมื่อปี 2535 ปัจจุบันหายไปไหน

ความศรัทธาในความเชื่อและการอยู่ในร่มพระศาสนาถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดของคนเมืองยอง คนเมืองยองชอบการทำบุญทำกุศลเป็นชีวิตจิตใจ พี่น้องเมืองยองส่งลูกหลานมาบวชเณรในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากต้องการให้ลูกหลานศึกษาธรรมและเรียนหนังสือทั้งตัวเมืองและหนังสือไทยอีกด้านหนึ่ง ไม่ต้องการที่จะให้ลูกหลานถูกทางการพม่าเรียกเกณฑ์ผู้คนไปเป็นลูกหาบ จึงทำให้พระเณรแต่ละวัดมีเป็นจำนวนมาก

ยังไม่พอแค่นั้นยังมีลูกหลานคนยองอีกหลายพันคน ที่ไม่มีโอกาสได้บวชเรียนเพราะเนื่องจากขาดแคลนทุนทรัพย์ บางหมู่บ้านต้องร่วมลงขันช่วยเหลือกัน ก็ยังไม่เพียงพอกับจำนวนผู้ที่ประสงค์จะบวชเรียน ผิดกับเมืองไทยที่จะหาคนบวชเรียนเข้าศึกษาธรรม ใฝ่แสวงหาหลักธรรมคำสั่งสอนในพุทธศาสนานับวันยิ่งน้อยลง

ประเพณีการบวชพระ (บวชเณร) ประเพณีเป็กตุ๊ (บวชพระ) ที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนเมืองยอง ด้วยความเชื่อและความศรัทธา ความเชื่อที่ว่า ตายไปแล้วต้องสู่ภพหน้า คนเมืองยองจึงเป็นคนชอบทำบุญทำกุศล ใจบุญ จะเห็นจากความศรัทธาในวันศีลวันพระที่ทุกคนต้องเข้าวัดฟังธรรม

เรื่องราวของเมืองยองตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะประสพกับภาวะอยู่ในขั้นวิกฤตหรืออยู่ในยามมีศึกภัยสงครามเดือดร้อนอย่างไรก็ตาม เมืองยองก็สามารถดำรงอยู่และมีวิถีการอยู่ร่วมกันมา ความสำคัญเช่นนี้ทำให้เราต้องค้นคว้าแสวงหา เรียนรู้มิติความเชื่อที่ดำรงอยู่ของสังคมภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดของสังคม
อุดมการณ์ความศรัทธาสูงสุด คือ ธาตุหลวงจอมยอง

ที่สำคัญที่สุดของคนเมืองยองคือการให้ความเคารพนับถือ พระธาตุหลวงจอมยอง คนเมืองยองเรียกพระธาตุหลวงจอมยองว่า “ธาตุโหลง” หรือธาตุหลวง (แต่คำยองคำว่า “โหลง”ฟังแล้วมันยิ่งใหญ่กว่า “หลวง”หลายเท่า) พระธาตุหลวงจอมยองอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองยองประมาณ 8 กิโลเมตร และมีต้นไม้สลีคำ (ต้นโพธิ์ศักดิ์สิทธิ์) อยู่ทางทิศตะวันออกเมืองยองประมาณ 7 กิโลเมตร สิ่งศักดิ์สิทธิ์สองอย่างนี้ที่คนเมืองยองเคารพบูชาเป็นอย่างมาก เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของจิตใจคนเมืองยอง

ทั้งธาตุหลวงจอมยองและไม้สลีคำมีประวัติความเป็นมามีเรื่องราวที่กล่าวไว้อย่างมากมาย ตามประวัติบอกไว้ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่ “ดอยมหิยังกะนะ” เหิรมาทางอากาศพร้อมด้วยภิกษุ 500 ตน มาถึงยอดจอมดอยได้เอาเกศา 4 เส้น ให้กับฤษีคิริมานนท์ ด้วยระนึกรู้ชาติปางหลังว่าตนได้เป็นพ่อค้าเรือสำเภา 500 เล่ม ได้เสียเรือมาล่มที่นี้ ส่วนไม้สลีคำเป็นต้นโพธิ์ที่พระอรหันต์นำกิ่งต้นโพธิ์สถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้จากอินเดียมาปลูกไว้ในแต่ละปีคนเมืองยอง และผู้คนจากทั่วทุกสารทิศจะเดินทางไปไหว้สาสักการะธาตุหลวงจอมยองโดยเฉพาะวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนเกี๋ยง (เดือนอ้าย) ซึ่งตรงกับวันลอยกระทงในประเทศไทย

พิธีไหว้สาพระธาตุหลวงจอมยอง
เป็นประเพณีที่จัดให้มีขึ้นเป็นประจำทุกปีตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

“ความเจือเรืองพระธาตุจ๋อมยองเป็นมิ่งเมืองยอง ถ้าไผบ่มีลูกก็หื้อเอาเสื้อผ้าไปขอถ้าอยากได้ผู้จายก็เอาเสื้อผ้าจาย เป็นหญิงเอาเสื้อผ้าผู้หญิงจะได้ตามความผาถนา” (ความเชื่อเรื่องพระธาตุจอมยอง หากใครไม่มีลูกให้เอาเสื้อผ้าไปขอ อยากได้ผู้ชายก็เอาเสื้อผ้าผู้ชายหากได้ผู้หญิงก็เอาเสื้อผ้าผู้หญิง จะได้ตามปรารถนา) นางแสงอ่อน เมืองยอง

“เดือน7 ออก 15 ค่ำ ก็ปอยไม้สลีคำ ไหว้สาไม้สลีคำไม้ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองยอง ความเจือเรืองต้นไม้สะหลีคำคือเป็นกิ่งไม้จากต้นไม้สะหลีจากอินเดียสถานตีพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อจะมีศึกมีเสือก็จะสำแดงฤทธิ์คือ ออกเลือดแล้วสังฆะ (พระสงฆ์) จะต้องไปสวดไปถอน

พระธาตุหลวงจอมยองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กับเมืองยองมานานนับพันปี เป็นสัญลักษณ์ของความดีงามความรักความสามัคคีที่ทุกคนน้อมนำ จึงปลูกฝังความเชื่อต่างๆผ่านผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ พระธาตุหลวงจอมยองจึงสะท้อนกลับมายังผู้คนให้ดำรงไว้ในศรัทธาและความเชื่อที่สืบต่อกันมา ดังนั้นเองจารีตปฏิบัติของคนเมืองยองก็คือ การเรียนรู้และการอยู่กับธรรมชาติมีจิตใจเป็นบุญเป็นกุศลที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินมหาธาตุ ในปีหนึ่งๆที่ทุกคนต้องไปสักการะไหว้สา พระธาตุหลวงจอมยองและไม้สลีคำ ที่ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดำรงอยู่คู่กับเมืองยองมานานนับหลายร้อยศตวรรษ

วิถีและประเพณีความเชื่อ คือเครื่องค้ำจุน

ความเชื่อและความศรัทธาของผู้คนเมืองยอง นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของธาตุหลวงจอมยองไม้สลีคำแล้ว ในเรื่องของจารีตประเพณี พิธีกรรม และมีศาสนาเป็นเครื่องค้ำจุน ความศรัทธาและความเชื่อในเรื่องผี ผีบ้าน ผีบรรพบุรุษ (ผีหม่อนเมือง ท้าวพระยางาม) ซึ่งเป็นจารีตของชุมชนที่ทุกครอบครัวยังให้ความสำคัญต่อเนื่องอย่างเคร่งครัด

ประเพณีการเลี้ยงผีหม่อนเมืองจะเลี้ยงกันเป็นประจำทุกปี คนยองเรียกว่า “กรรมเมือง” จะมีอยู่ 3 วัน (เดือน 5 แรม 15 ค่ำ เป็นป๋าเวณีตัวตังเมือง (กรรมเมือง) เลี้ยงผีบ้านผีเมือง คนยองจะถือศีล ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่เดินทางออกนอกบ้านหรือว่าไปค้าไปขายที่ไหน ทุกหมู่บ้านในเมืองยองจะยึดถือและปฏิบัติ คนในไม่ให้ออกคนนอกไม่ให้เข้า (ผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองยองนับถือศาสนาพุทธ ผสมผสานกับลัทธิพิธีกรรมของตนเอง มีเพียง 3 หมู่บ้าน คือ บ้านหม่อน บ้านหนองแสน และบ้านยอด ที่นับถือคริสต์ศาสนา)

“วันกรรมไผเป็นคนกึด เป็นครูบาปอเป็นคนกึดขึ้นมากับด้วยวันพระ เป็นวันหยุดของคนเมืองยอง ไผมีอะหยังก็เอามาขายกันตีวัดบ้านนอกนิ มีแต่บ้านกอข่อยไผจะขายในวันกรรมก็ต้องมาซื้อมาขายตีบ้านกอข่อย บ้านเมืองบ่มีเจ้าบ่มีนาย ทหารมีอำนาจมันก็เป็นอย่างอี้ กิ๋นไผขักเห็ดก็มีกิ๋นมีด้อยมันบ่ได้ซื้อบ่ได้แลก”
(แปล เดือน5 แรม 15 ค่ำ เป็นวันกรรมเมือง เป็นวันหยุดของคนเมืองยอง ใครมีอะไรก็เอามาซื้อขายกันที่ลานวัดบ้านนอก ใครจะซื้อจะขายกัน บ้านเมืองไม่มีเจ้านาย ทหารมีอำนาจก็เป็นอย่างนี้ ใครขยันทำมาหากินก็ไม่อดไม่อยากไม่ต้องไปซื้อ)“เดือนห้าแรม 6

ข้อมูลจาก
http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2_print.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5405&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

‘เมืองยอง’ วิถีคนยองและความแปรเปลี่ยน (2)


โดย : เคารพ พินิจนาม

นี่คือเรื่องราวของคนไตยองทั้งสองแผ่นดิน ทั้งในรัฐฉานของพม่าและคนไตยองในฝั่งไทย ที่ผู้เขียนได้ สะท้อนเรื่องราวท่ามกลางการต่อสู้และความผันแปรต่างๆ ของคนยอง ว่าทำอย่างไรคนไตยองจึงจะมีการพัฒนาอย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกัน

ท่ามกลางการไหลบ่าของกระแสตะวันตก นำไปสู่การค้ามนุษย์และปัญหาอื่นๆ

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ นั้นมาจากผลพวงของการพัฒนาประเทศที่พัฒนา การไหลบ่าของกระแสวัฒนธรรมตะวันตก การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต จากการพึ่งตนเองสู่กระแสนิยมการบริโภค การไหลบ่าของแรงงานรับจ้าง ไปสู่การค้าชายแดนปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาโสเภณี ปัญหาโรคเอดส์ ปัญหายาเสพติด ฯลฯ

สถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ เริ่มเป็นปัญหาต่อปัจจัยภายในของคนเมืองยอง ที่กำลังหาทางออกให้กับสังคมตนเอง ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังก้าวหลงไปกับเรื่องราวที่ได้รับจากภายนอกและกระแสสังคมที่กำลังเปลี่ยนไป ไม่ว่าอิทธิพลที่ได้จากประเทศจีน สิบสองปันนา อิทธิพลที่รับจากการปกครองของพม่า อิทธิพลที่ได้รับจากประเทศไทย รวมถึงอำนาจมืดต่างๆที่แผ่อิทธิพลทั้งด้านบวกและด้านลบ

ด้วยเหตุเช่นนี้เอง ที่เป็นตัวเร่งและเป็นปัจจัยให้สังคมเมืองยองกำลังหลงเข้าสู่ความคับขัน และผู้คนกำลังยึดติดกับวัตถุ ลาภยศ เงินตรา ดูเหมือนว่าจะเป็นความรุนแรงที่นับวันจะเพิ่มทวียิ่งขึ้น จากสังคมวิถีเกษตรกรรมที่เรียบง่ายไปสู่ระบบการแข่งขันและการแย่งชิง

สังคมเมืองยอง ดูเหมือนจะดูอึมครึมกับปัญหาต่างๆที่รุมเร้าและหมักหมมมานาน เพราะการขาดอำนาจในการปกครองตนเองอย่างที่เป็นระเบียบแบบแผน ขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน หมู่คณะผู้คนเริ่มที่จะหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เนื่องจากเป็นสังคมเชิงซ้อน ที่ถูกระบบและกลไกอานาจต่างๆกดทับหลายระบบ หลายความคิด โดยเฉพาะสังคมในเมืองยอง(ในเวียง)ที่วิถีของความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้กำลังเกิดขึ้น

“ตึงวันนี้ต่างคนก็อยู่ บ่อฮุ่ว่าไผค้าไผขายอะสัง ไผมีเงินมีคำก็วาดี”(ทุกวันนี้ไม่รู้ว่าใครทำอะไร ค้าขายอะไร ใครมีเงินมีทองก็ว่าดี)ขนานจ๋อม จอมสลี ชาวบ้านเมืองยอง บอกเล่าให้ฟัง

วิถีพอเพียงเรียบง่ายพลันสูญ เมื่อธุรกิจการค้ารุกคืบ

เศรษฐกิจของเมืองยองที่ขึ้นอยู่กับระบบการทำการเกษตรดั้งเดิม วิถีชีวิตที่เรียบง่ายในปัจจุบันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป จากการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆที่เริ่มมีการติดต่อและสัมพันธ์ การทำมาค้าขายกับเมืองไทยและเมืองสิบสองปันนา

การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจจากการพึ่งตนเองในระบบไร่นา สู่การทำมาค้าขายระหว่างเมือง เช่น ระหว่างท่าขี้เหล็กแม่สาย เชียงตุง เชียงรุ้ง สิบสองปันนา ทำให้มีการซื้อขายมากกว่าการหาแลกสิ่งของหรือแบ่งปันเหมือนดังอดีต ส่วนใหญ่สิ่งของปัจจัยที่นำมาซื้อมาขายก็เป็นของที่มาจากเมืองไทย ทำให้ราคาสินค้าที่คนยองซื้อขายกันมีราคาแพง

บางคนที่อยู่เมืองยองไม่สามารถจะหาซื้อของจากเมืองไทยได้ เพราะว่าเงินทองในเมืองยองหายาก ค่าแรงงานวันหนึ่งประมาณ 1,500 จ๊าด(ประมาณ 45-50 บาท) เศรษฐกิจของกินของตานที่เป็นสินค้า ปัจจัยต่างๆที่ต่างกัน ผักไม้ กล้วยอ้อย ขนม(ข้าวมูล) ในตลาดราคาแพง มาม่า หนึ่งซองก็ 300 จ๊็าด ตกอยู่ ประมาณ 8 บาท ใช้ของไทยแต่เวลาซื้อแพงกว่าเมืองไทย

การทำนาบ้างต้องใช้รถไถนาแทนวัวแทนควาย มีรถอีแต็กๆ เมืองยองเรียกว่า ‘ทรจี๋’ เริ่มมีการจ้างแรงงานในการทำไร่ทำนา หากพูดถึงอาชีพทำนาถ้าเป็นเมืองไทยสามารถอยู่ได้อย่างสบายเพราะไม่ต้องลงทุนมากผลผลิตสูง แต่เมืองยองไม่สามารถขายผลผลิตที่ตนเองทำได้ด้วยเงื่อนไขทางการเมืองของพม่า พม่าไม่อนุญาตส่งข้าวไปขาย นอกจากมีไว้กินไว้ใช้หรือขายให้ทางการ(ในราคาถูกแสนถูกหรือบังคับเอาไปเฉยๆ)

แม่นางแอ่น จากบ้านป่าม่วง เมืองยอง บอกว่า “ถ้าบ่เห็ดข้าวก็ตั้งตั๋วบ่ได้ตั้งหอตั้งเฮือนก็บ่ลุก ปัจจุบันนิไถจาคงัวควายก็มีหลาย มีสองสามเจ้าบ่ดาย ทำสวน” (หากว่าไม่ได้ทำนาก็ตั้งตัวไม่ได้สร้างบ้านเรือนไม่ได้ ปัจจุบันวัวควายมีมาก สองสามเจ้าที่ทำสวน)

การปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสิบสองปันนา คือการปลูกยางพารา มีการลงทุนและการจ้างงานทำสวนยางทั้งถางป่า ปลูกยางพารา วิถีเหล่านี้ทำให้ระบบวิถีการเกษตรพึ่งตนเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ที่นอกจากจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบวิถีชีวิตของคนเมืองยองแล้ว การเปลี่ยนแปลงทางด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเริ่มส่งผลกระทบ มีการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่า อย่างมากมายมหาศาล ในต้นน้ำยอง ต้นน้ำวัง ต้นน้ำปุง ทำให้แหล่งต้นน้ำลำธารต้องสูญเสียไปหลายพันไร่ พืชสัตว์ที่อยู่ในน้ำได้รับผลกระทบชาวบ้านเริ่มหากินลำบากมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

น้ำยองที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่น้ำที่ใสสะอาด น้ำยองใช้สำหรับอุปโภคบริโภคของคนเมืองยองหลายหมู่บ้าน มีไคน้ำ(สาหร่าย)ที่เกิดได้เฉพาะในน้ำยอง สิ่งเหล่านี้เริ่มที่สุญหายไป น้ำยองเริ่มขุ่นมัว

“อาชีพตีก่ำลังเห็ดคือสวนยาง จะขายปอลำปอรวย ก็บ่มีไผเห็ดหลายก็มานด้อยกิ๋นแห (อาชีพที่กำลังทำคือทำสวนยาง จะขายให้มันรวย แต่ก็ไม่มีใครกล้าทำหลายกลัวพม่าจะยึดเอา ) ขนานขัน ชาวบ้านจากบ้านกอม เมืองยอง บอกเล่าให้ฟัง

บนความเปลี่ยน ‘วัฒนธรรมกับกระแสโลกาภิวัฒน์’

ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาเรียนรู้ การสร้างบ้านเมืองสร้างชีวิตของคนยอง เมืองยองวันนี้ยังเป็นเมืองที่น่าศึกษาเรียนรู้และยึดเป็นแบบอย่างในการพึ่งพาตนเองและการอยู่ร่วมกันท่ามกลางเรื่องราวและปัญหาที่ซับซ้อน จากยุค ‘เก็บผักใส่ส้า เก็บข้าใส่เมือง’ .ก้าวสู่โลกใหม่ที่เรียกตังเองว่า ‘ยุคโลกาภิวัฒน์’

อย่างไรก็ตาม ในระยะ10 กว่าปีที่มีการพัฒนาทางด้านถาวรวัตถุต่างๆในเมืองยอง วัดเป็นเป้าหมายแรกของการเปลี่ยนแปลง เมืองยองมีวัดเกือบทุกหมู่บ้านที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน ธาตุหลวงจอมยองและวัดราชฐานหลวงหัวข่วงเป้าหมายแรก ได้รับการซ่อมแซมบูรณะ และถูกเปลี่ยนแปลงจากสิ่งเก่าเป็นสิ่งใหม่ วิหารที่เป็นศิลปกรรมแบบเมืองยองอันเก่าแก่และทรงค่าถูกรื้อทิ้ง บางครั้งที่ผู้คนต่างยังไม่รู้จักความงดงามและความเก่าแก่อันทรงคุณค่า วิหารหลังใหม่ วัดต่างๆในเมืองยอง ที่เป็นศูนย์กลางของขุมชนเกือบทุกหมู่บ้านกำลังเปลี่ยนแปลง

โบสถ์วิหารสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณอันทรงคุณค่าถูกรื้อทิ้งเป็นซากอิฐซากปูน ภาพเขียน ภาพวาดตามฝาผนังในวัดต่างๆที่สะท้อนเรื่องราวทรงคุณค่ากำลังจะถูกทำลาย ด้วยค่านิยมที่มองเห็นความสวยงามแต่เพียงผิวเผิน พี่น้องเมืองยองต่างมิจิตศรัทธา ต่างพากันช่วยกันระดมหาทุน หางบประมาณจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากการระดมทุนภายใน ภายนอก และส่วนใหญ่ได้จากพี่น้องเมืองยองที่อยู่ในประเทศไทยเกือบทุกหัวระแหง ทั้งกรุงเทพฯ หาดใหญ่ นครปฐม เชียงใหม่ และลำพูน

ครูบาวัดจอมแจ้ง แห่งเมืองยอง บอกเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนพระเณร ก็อยู่บ้านอยู่เมือง ตามฮีด ตามฮอย แต่ปัจจุบันตุ๊พระเมืองยองเดินทางเข้ามาเมืองไทยก็หลาย ต้องการที่มาศึกษาเล่าเรียนภาษาไทย ก็ต่างคนต่างหา กลับมาเมืองยองก็ปรับสภาพไปตามวิถีคนยอง จะว่าเปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยนมาก เห็นกับตาคือทางด้านความเจริญ ถนนหนทาง บ้านเมืองเริ่มเปลี่ยนไป อุโบสถวิหารในเมืองยองก็เปลี่ยนผ่อง ไฟฟ้า คน เมืองยองก็ดูทีวีไทยมันก็ดีอย่างได้รู้ได้เห็นได้ฟัง ได้รู้จักพี่น้อง

“บางก้อบางคนสอบเปรียญได้ ก็กลับไปเมืองยองไปพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองยอง แต่บางครั้งความรู้สึกดูเหมือนว่าการเลียนแบบจะฮับมาเป็นอย่างๆ เมืองไทยก็อยากเลียนแบบเมืองฝรั่ง คนไตยองอยากที่จะเลียนแบบเมืองไทย”

“บ่าเดี๋ยวนี่ในเมืองยองไม้มุงคา เเป๋งดินขอเหมือนเมื่อก่อนเริ่มเปลี่ยนไปพ่องงแล้วเน้อ.. วัดวาอารามที่อยู่ในเมืองยอง หรือตามหมู่บ้านต่างๆก็เลียนแบบ แป๋งเฮ็ดแบบเมืองไทยหลาย ของเดิมที่ยังเหลืออยู่มีบ่ค่อยนัก ของเก่าๆสูญหาย อ่อนหญิง อ่อนจายก็บ่ใคอยู่บ้าน ต่างคนต่างไป หาเงินหาคำ” พ่อหนานแก้ว จากบ้านป่าม่วง เมืองยองเล่าให้ฟัง

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเรียกตัวเองว่าการพัฒนาบ้าง ความทันสมัยบ้าง บางคนเรียกว่าความเจริญ โลกกาภิวัฒน์บ้าง ซึ่งจะมีใครบ้างเคยฉุดคิดสักนิดหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นทั้งหลายนำพาไปสู่เป้าหมายอะไร หากบอกว่านำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่กว่า ก็ไม่อาจสรุปได้แต่เพียงผิวเผิน เพราะว่าถ้ามีความหมายคุณภาพชีวิตที่เคยสั่งสมมาแต่อดีต หลายคนพยามที่จะเรียกร้องไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งคุณภาพที่ชีวิตที่ดี

วิถีชีวิต ความสงบสุข สันติสุข ความอบอุ่น เหมือนอย่างกับสมัยบรรพบุรุษและชีวิตที่เรียบง่าย กำลังถูกครอบงำด้วยของใหม่ที่เข้ามาแทนที่คุณค่าเก่าที่กำลังสูญหาย วัฒนธรรมใหม่ของคนเมืองยองยองที่กำลังดำเนินอยู่กับการรับมาจากอำนาจและอิทธิพลต่างๆจะไปในทิศทางไหน? ใครจะตอบได้นอกจากคนเมืองยอง

วันนี้ นอกจากเมืองยองต้องต่อสู้กับสงครามแย่งแผ่นดินแล้ว เมืองยองยังต้องต่อสู้กับสิ่งใหม่ที่คุมคามเข้ามาและที่ยากกว่านั้นก็คือปัญหาค่านิยมใหม่และวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งกำลังรุมเร้าคนหนุ่มสาว วัยรุ่น เด็ก โดยเฉพาะผู้คนในวัยหนุ่มสาว อยากมีเงินใช้ มีทองใส่ มีรถเครื่องขี่เที่ยว อยากมีบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่ อยากมาทำงานที่เมืองไทย หนุ่มสาวกำลังหันหลังให้กับหมู่บ้าน มุ่งหน้าเดินทางเข้ามาเมืองไทย ผู้คนกำลังตกอยู่กับความฉงนและหลงในความฟุ้งเฟ้อกับวัตถุและเงินตรา ผลพลอยบีบคั้นภาวะจิตใจให้ตกเป็นเหยื่อของสังคมโลกที่กำลังเปลี่ยนไปตามวันเวลา

ว่ากันว่า อีเอ้ย อีคำเอ้ย อีขัน อีแสง อีจัน อีฟอง อีคำอุ่น และอีอีกหลายคนที่เคยรู้จักมักคัน ทำงานอยู่เมืองไทยทั้งหลาย เสียงสะท้อนที่บ่งบอกความรู้สึกจากพี่น้องเมืองยองที่เคยพบเห็นมาตั้งแต่เด็ก ถูกกระแสสังคมการสื่อสารระหว่างคนเมืองยองที่อยู่เมืองไทย สื่อทางทีวีและวิทยุเพราะคนเมืองยองดูทีวีเมืองไทยฟังเพลงฟังข่าวจากเมืองไทยและอิทธิพลต่างๆที่เข้ามายังเมืองยอง ได้ชักพาให้ลุ่มหลงไปกับสิ่งเหล่านั้น

“เฮือนมันก็บ่มีสัง ไคไปทำงานตีเมืองไทย มันบ่มีสังเหมือนเปือนปอแมก็บ่มีสังของสิ่งใดมันก็บ่มีสังเหมือนเปือน ใคเอาเงินมาสร้างใคหื้อปอแมสบาย ถ้าอะน้อยใหญ่มากลัวบ่มีสังเหมือนเปือน” (อยุ่บ้านไม่มีอะไรทำ อยากไปทำงานที่เมืองไทย เพราะไม่มีอะไรเหมือนคนอื่น พ่อแม่พี่น้องก็ไม่มีอะไรเหมือนอย่างเขา อยากเอาเงินมาสร้างอยากให้พ่อแม่สบาย หากว่ากลัวก็จะไม่มีอะไรเหมือนเขา) อีอิ่นคำ หญิงชาวยองบ้านกอม วัย 16 ปี บอกเล่า

ต่างคนต่างเบนทางชีวิต จากเมืองยองสู่เมืองไทย

อีกด้านหนึ่งของเรื่องราวที่เป็นตัวเร่งผลักดันให้แรงงานวัยหนุ่มสาวที่เป็นกำลังในการสร้างสังคมของตนเองหันเหชีวิตจากแผ่นดินก็คือปัญหาการกดขี่ข่มเหงจากการปกครองของพม่า ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักหน่วง ยากด้วยลำพังที่คนเมืองยองจะตั้งรับต่อปัญหาดังกล่าว บวกกับค่านิยมที่เป็นกระแสสังคมที่พุ่งเข้าไป เป็นจุดเปราะบางอย่างยิ่งสำหรับสังคมเกษตรกรรมอย่างเช่นเมืองยอง เพราะถูกชักจูงและชี้นำได้ง่าย

“มันจำเป็นแต้ๆที่เฮามาเมืองไทย ยิ่งเป็นแม่หญิงลำบากกว่าผู้ชายมาก เพราะผู้หญิงจะไม่มีโอกาสได้เรียนลิก(หนังสือ) บ่เหมือนคนจาย (ผู้ชาย) ที่เข้าวัดศึกษาธรรม บางคนคิดว่าอยู่เมืองยองสบาย มันสบายถ้าไม่มีใผมารังควาน อย่างม่าน(พม่า)มาข่มเหงรังแก ก๋านออกมีหลาย เมืองยองไม่มีเงินสักบาทก็อยู่ได้.กันบ่มีม่าน บ่ใจวาเฮาบ่ฮักบ้านฮักเมือง

เมืองยองของวันนี้ เป็นที่รับรู้กันว่า เด็กผู้หญิง อายุระหว่าง14-18ปี กำลังตกเป็นเหยื่อ ทางสังคมอย่างร้ายแรง เริ่มหายออกไปจากบ้านที่ละคนสองคน จนแทบไม่เหลือ แต่ละคนต้องการมาหางานทำในเมืองไทย แต่ละคนบอกว่าเพื่อให้พ่อแม่ได้อยู่สบาย ไม่ต้องลำบาก ให้มีเงินทองไว้ใช้
วิถีของเด็กหญิงบ้านป่าม่วงเมืองยอง ที่นับวันเริ่มมองไม่เห็นแล้ว

ชีวิตหญิงไตยอง กับรอยทางการค้ามนุษย์ จากสิบสองปันนา-ท่าขี้เหล็ก แม่สาย-กรุงเทพฯ

เมืองยองวันนี้ จึงไม่แตกต่างจากเมืองไทยเมื่อหลายสิบปีก่อน ในการออกไปหางานทำของแรงงานวัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะสาวๆที่ถูกเป็นสินค้าที่มีการจับจอง จากแมวมองหรือนายหน้า ภายในหมู่บ้านของตนเอง แมวมองเหล่านั้นอาจเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด เป็นอุปถัมภ์เรื่องของเงินทองให้กับพ่อแม่ของหญิงสาวเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูเรื่องของส่วนรวม เช่น เป็นเจ้าภาพในการสร้างวัด บูรณะซ่อมแซมวัดวาอาราม และมีอิทธิพลทางด้านการเงิน(เพราะรู้ว่าน่าที่จะพูดอย่างไร ทำอย่างไรกับพ่อแม่ของหญิงสาว ตัวเองอาจจะเคยผ่านการเดินทางมาแล้ว) คอยชักนำและชักจูง

ตลอดเส้นทางจากสิบสองปันนา ข้ามน้ำหลวย มาเมืองยู่ เมืองยอง เป็นเส้นทางของการค้าที่เรียกว่าการค้ามนุษย์ ถึงแม้ว่าทางการพม่าจะไม่อนุญาตให้หญิงสาวที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี เดินทางออกนอกเมืองก็ตาม แต่ช่องทางออกและวิธีในการผ่านด่านตรวจต่างๆมีมากมายหลายอย่าง เพราะอำนาจเงินเป็นใหญ่ในหมู่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจของพม่า ย่อมมีการส่งส่วยตามด่านรายทาง จากการบอกเล่าของสาวเมืองยองคนหนึ่งเธอบอกว่า การมาเมืองไทย บางคนต้องใช้เวลาในการรอนแรมอยู่หลายวัน ลัดเลาะตามหมู่บ้านต่างๆ บ้างต้องเดิน บ้างต้องขี่รถเครื่องต่อกันหลายๆต่อหมู่บ้าน ต้องเสียเงินกับค่าเดินทางมานับหมื่นบาท

เมื่อมาถึงท่าขี้เหล็กก็จะต้องพักตามบ้านญาติที่พอรู้จักบ้าง เพื่อรอเดินทางที่จะเข้ามาประเทศไทย ในช่วงนี้บางคนอาจจะต้องเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ เปลี่ยนผ้าถุงนุ่งกางเกง ให้รู้จักการแต่งตัว ให้เรียนรู้และพูดภาษาไทย อ่านภาษาไทย บางคนมีการจ้างคนมาสอนให้ ให้คล่องแคล่ว หรือบางทีก็รอพ่อเลี้ยง...

เมื่อได้ใบสั่งจากกรุงเทพ หรือ เป้าหมายปลายทางได้แล้ว นั่นก็หมายความว่าเส้นทางที่จะผ่านด่านต่างๆในการตรวจ การจ่ายส่วยค่าผ่านทาง เจ้าหน้าทางการที่เป็นหุ้นส่วนในการนำพาหญิงสาว หลายครั้งเจ้าหน้าที่รัฐเองเป็นผู้นำเดินทางข้ามชายแดน เมื่อตรวจสภาพเส้นทาง ทุกด่านเปิดแล้ว ทุกอย่างพร้อม ก็ออกเดินทางโดยใช้รถตู้บ้าง รถปิกอัพบ้าง รถเก๋งส่วนตัวบ้าง...

มีเรื่องมากมายที่ผู้เขียนไม่อยากที่จะเขียน เพราะบีบคั้นความรู้สึกของตัวเอง ที่คนเมืองยองถูกหลอกและถูกล่อลวงต่างๆ บ้างไม่เหลือแม้แต่ชีวิต ไม่รู้ว่าไปอยู่แห่หนตำบลไหน บ้างก็ตายไปด้วยโรคเอดส์ โรคร้ายที่เป็นภัยคุกคามเมืองยองในขณะนี้

ประวัติศาสตร์เมืองยองได้ฝ่ามรสุมจากการต่อสู้ดิ้นรนและถูกกลุ่มคนต่างๆรุกรานมาโดยตลอด เป็นเหตุให้คนยองต้องละทิ้งแผ่นดินของตนเอง กลับกลายเป็นคนพลัดถิ่น หลีกหนีสงคราม หนีชีวิตที่ทุกข์ยากแต่ต้องพบกับ มีการสูญเสีย มีการพลัดพราก ก่อให้เกิดความทุกข์ยากลำเค็ญ ความทุกข์ทรมานต่างๆ นานา

แผ่นดินเมืองยองวันนี้จึงเงียบเศร้าและขมขื่น.

..........................................................................................

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=5582&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai



วัดประตูป่า
( ป่าม่วงจุมหัวเวียงหละปูน )
เลขที่ ๙๕ หมู่ที่ ๔ บ้านประตูป่า ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ๕๑๐๐๐โทรศัพท์/โทรสาร (๐๕๓) ๕๓๑ ๐๖๕, มือถือ ๐๑ ๘๘ ๓๓ ๔๐๕

PRATUPA TEMPLE95 Moo 4 Baan Pratupa T.Pratupa A.Muang Lamphun 51000 THAILAND.Tel / Fax : 6653 531 065 Mobile : 01 88 33 405
www.watpratupa.com
E-Mail : watpratupa@hotmail.com

Test your Internet connection speed at Speedtest.net