www.60thcelebrations.com
หน้าแรก
 
ประวัติความสำคัญของวัด
ประวัติเจ้าอาวาสในอดีต
ประวัติเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
ประเพณีและเทศกาล
กิจกรรมร่วมกับชุมชน
วิถีชุมชนประตูป่า
โรงเรียนวัดประตูป่า
ข้อมูลบ้านประตูป่า
แผนที่
Contact
   
  ลิ้งค์ที่น่าติดตาม
  เรื่องราวชาวไทยอง,ไทใหญ่,ไทลื้อ ในมุมมองของคณะวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
www.ethnictai.com
 
  เรื่องราวร้อยเรียง ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ในชุมชนประตูป่า และใกล้เคียง นำเสนอตามที่เข้าใจ อ่านได้อ่านดีที่
จดหมายเหตุ ชุมชนประตูป่า
 
 

‘เมืองยอง’ วิถีคนยองและ ความแปร เปลี่ยน โดย : เคารพ พินิจนาม/ประชาไท

บ้านประตูป่า ชุมชนโบราณ ๒๐๐ ปี ลำพูน โดย จักรพงษ์ คำบุญเรือง

รายงานพิเศษ : ไตยองสองแผ่นดิน แผ่นดินนี้...มีแต่ความขมขื่น
โดย รัชนี รัตติกาล / ประชาไท

200 ปี ชาวยอง สิบสองปันนา ชาติพันธุ์ต้นตระกูลคนลำพูน
โดย พิมผกา ต้นแก้ว

 

 
เจ้าอาวาสวัดประตูป่า ถ่ายรูปกับต้นมะม่วงอายุกว่า๒๐๐ปีที่โดนพุายุพัดล้มลง หมายเหตุชุมชน ประตูป่า
ถิ่นฐานตำนานบ้านป่าม่วง
ตนเมืองยองป่าม่วง เวียงหละปูน ( ๒๕๕๑ )

จังหวัดลำพูนเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีคนเมืองยองเข้ามาอาศัย
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๐๐ ส่วนหนึ่ง ได้มาตั้งรกรากอยู่ที่ พื้นที่ริมน้ำเหนือเวียงลำพูน
และอีกหลายร้อยครอบครัว ได้กระจายออกไปอาศัยในพื้นที่ต่างทั่วเวียงลำพูน ด้วยตามใคร่รู้ถึงประวัติ
บรรพชนที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บ้านประตูป่า ปัจจุบัน จึงค้นคว้าข้อมูล จากหลากหลายที่ บ้างก็เป็นคำบอกเล่า
บ้างก็มีที่มา บ้างก็มีเอกสารยืนยัน ซึ่งแต่เดิมนั้น ข้าพเจ้านั้นได้อาศัย ข้อมูลจากหนังสือของอาจารย์ แสวง มานะแซม
ซึ่งท่านได้กรุณาเขียนเรื่องราวของคนยองไว้เป็นอย่างดี

แต่ด้วย ว่าบ้านประตูป่านั้น เป็นเพียงเสียวหนึ่งของบ้านที่มีคนยองอาศัย มีพระเถระจากเมืองยองมาจำพรรษา
แต่ข้าพเจ้านั้นใคร่อยากจะรู้ให้ลึกว่านั้น จึงอาศัยโอกาส ที่มีเวลาว่างค่อยศึกษา
ตามมีตามเกิดไปและอีกอย่างสำคัญยิ่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เช่น ป่ามะม่วงบ้านประตูป่านั้น นับวัน
แต่ละต้นก็อายุมากขึ้น จึงอยากทำข้อมูลเหล่านี้ไว้เพื่อให้ ลูกหลานคนยอง เมืองยอง ได้ทราบถึงความเป็นมาของตนเอง
เพื่อที่จะได้รักใน ความเป็นคนเมืองยอง ภาษายอง ต่อไปในภายภาคหน้า

แต่ข้อมูลในพื้นที่แห่งนี้ นั้นยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อที่จะให้ความกระจ่างต่อทุกท่านที่ได้ ใคร่ทราบถึง
จาวยอง จึงขอความกรุณาท่านผู้รู้หรือผู้ที่ สามารถในการทำให้กระจ่าง
ส่งข้อคิดเห็น หรือบทความของท่านมาที่
lannawebmaster@yahoo.com หรือ cmwebmaster@hotmail.com
ข้อความของท่านจะได้ถูกรวบรวมเพื่อเป็นประโยจน์ต่อลูกหลานต่อไป

webmaster / watpratupa.com
๔ มกราคม ๒๕๕๑

ที่มาของชื่อบ้านประตูป่า
ชุมชนบ้านประตูป่า หรือที่ปรากฏในเมืองยองว่า "บ้านป่าม่วง" นับว่าเป็นชุมชนหลักขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญกับชาวยองอีกแห่งหนึ่ง และยังประกอบด้วยหมู่บ้านอื่นที่อพยพเข้ามา พร้อมกันเช่น บ้านหัวยาง บ้านบัว บ้านบาน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ปรากฏชื่ออยู่ในเมืองยองปัจจุบันนี้เช่นกัน จะสังเกตุเห็นว่าในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่มีหมู่บ้านที่นำเอาชื่อเดิมของหมู่บ้านในเมืองยองมาตั้งชื่อหมู่บ้านที่อพยพเข้ามาอยู่หลายหมู่บ้าน สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะชาวยองเหล่านั้นมีความรู้สึกว่าไม่ได้จากบ้านเกิดมา อีกทั้งบางส่วนอาจมีความคิดถึงบ้านจึงนำเอาชื่อหมู่บ้านเดิมมาตั้งเป็นชื่อหมู่บ้านใหม่แทน
หลักฐานทางประวัติหมู่บ้าน ประตูป่า (ป่าม่วง)
บ้านประตูป่า ป่าม่วงจุมหัวเวียงหละปูน , บ้านป่าม่วง หรือ ป่าม่วงหลวง โดยมีชื่อมะม่วงพันธุ์พื้นเมืองมากมายหลายชนิดตามที่ผู้เฒ่า ผู้แก่เรียกขาน คือ มะม่วงคำ, ขี้ยา , จี้ฮีต , ม้า, ตับเต่า , รอสอ , ตอง , ฝ้าย ซึ่งปัจจุบันต้นมะม่วงอายุกว่า ๒๔๐ กว่าปียังมีให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่คู่กับหมู่บ้าน เหลือประมาณ ๑๐ กว่าต้น บริเวณทิศเหนือของวัดตรงหน้าโรงเรียนบ้านประตูป่า

วิหารวัดประตูป่า อุโบสถ วัดประตูป่า ธรรมมาสหลวง เจดีย์วัดประตูป่า ซุ้มทางเข้าเจดีย์ หอจุดเทียน หอธรรมวัดประตูป่า พระประธานในโบสถ หีบธรรม คัมภีร์โบราณ
หอระฆัง หอประดิษฐานรูปเหมือนครูบาธรรมชัย กำแพงเก่า สระน้ำ
 กลุ่มอาคารและ โบราณวัตถุ ที่สำคัญ วัดประตูป่า
หอระฆัง

ชุมชนวัดประตูป่า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน เป็นชุมชนใหญ่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดินลำพูน

ที่อุดมสมบูรณ์อันเป็นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง โดยมีวัดประตูป่าเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของผู้คนในชุมชน ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ราษฎรร้อยละ ๙๖ เป็นคนยองซึ่งอพยพมาจากเมืองยอง ร้อยละ ๒ เป็นคนเผ่าไตยวน (คนเมือง) ที่เหลือเป็นคนภาคอื่น ๆ หมู่บ้านแห่งนี้ผู้คนมีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยมีศิลปวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคนยองซึ่งได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่ช้านาน แต่ในปัจจุบันนี้ สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและอิทธิพลของอารยธรรมวัฒนธรรมต่างชาติทำให้วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป ปัญหาสำคัญที่ตามมาคือสังคมขาดการอนุรักษ์สืบสานศิลปวัฒนธรรมอันดีงามและภูมิปัญญาของท้องถิ่น จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาของชุมชนวัดประตูป่าพบว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ ยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาของคนยอง ไม่รู้ประวัติท้องถิ่นหมู่บ้านของตนเอง ไม่รู้จักศิลปะและวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณีตลอดจนภูมิปัญญาของท้องถิ่นอย่างถ่องแท้ ทำให้ไม่เห็นคุณค่า ไม่เกิดความรักความภูมิใจและความหวงแหน ซึ่งปัญหานี้หากไม่มีการป้องกันแก้ไขคาดว่าชุมชนแห่งนี้จะต้องพบกับความล่มสลายทางสังคม และวัฒนธรรมเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นอย่างแน่นอน
การศึกษาประวัติศาสตร์ของชุมชนวัดประตูป่า จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องค้นหาความรู้ความจริงที่เป็นเหตุเป็นผลทางประวัติศาสตร์มาอ้างอิง ซึ่งก็ไม่ยากนักเพราะรอบ ๆ บริเวณที่ตั้งของชุมชนวัดประตูป่ามีร่องรอยหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญเช่น ซากกู่โบราณ เช่น กู่อีปิ่น กู่บวกโก๋น กู่สันปู่ลี้ กู่สันป่าตอง และ ซากวัดร้างทางด้านตะวันออกของหมู่บ้านหัวยาง (สันบ่าไฮ่) และที่สำคัญวัดประตูป่าก็ได้สร้างใหม่ในบริเวณจากซากของวัดร้างดั้งเดิมซึ่งได้รับการพิสูจน์จาก นักโบราณคดีว่าเป็นวัดร่วมสมัยเดียวกับวัดร้างอื่น ๆ ในจังหวัดลำพูน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาควบคู่กับ นครหริปุญไชย (สมัยหลังเขียนเป็น หริภุญชัย หรือ หริภุญไชยตามสำเนียงไทยภาคกลาง) จากเหตุผลนี้ทำให้สันนิษฐานได้ว่าในอดีตผืนแผ่นดินที่ตั้งของชุมชนวัดประตูป่า เคยเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรนครหริปุญไชยมาก่อน ดังนั้น การจะรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนวัดประตูป่าจำเป็นต้องอาศัยการศึกษาเทียบเคียงหรือเปรียบเทียบกับ ประวัติศาสตร์ล้านนาไทยควบคู่กับคำบอกเล่าของผู้คนในอดีต
จากการศึกษาหลักฐานที่ใช้อ้างอิงประวัติของจังหวัดลำพูนหรือนครหริปุญไชย เช่น ศิลาจารึกอักษรมอญโบราณที่จารึกขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ จำนวนมากถึง ๘ หลัก (อายุเก่าแก่กว่าจารึกลายสือไทสมัยสุโขทัยถึง ๓๐๐ ปี) เอกสารตำนาน เช่น ตำนานมูลศาสน จามเทวีวงศ์ พงศาวดารหริปุญไชย ชินกาลมาลีปกรณ์ ตำนานเมืองเชียงใหม่ พงศาวดารเมืองโยนก พงศาวดารเมืองยอง พงศาวดารพม่า พงศวดารจีน พงศาวดารอยุธยา ฯลฯ ตลอดจน ซากวัดร้าง วิหารร้าง กู่ เจดีย์ พระพุทธรูป ศิลปะหัตกรรม การขุดแหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ ตลอดจนหนังสือเอกสารตำรา วิทยานิพนธ์ ของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนคำบอกเล่าของผู้คนในอดีต และจากการจัดเวทีชาวบ้านในหมู่บ้านต่างๆที่เป็นศรัทธาวัดประตูป่า เช่น หมู่บ้านประตูป่า หมู่บ้านหัวยาง หมู่บ้านหนองกออ้อ หมู่บ้านท่ากว้าง หมู่บ้านสันปู่ลี้ หมู่บ้านหนองมูล หมู่บ้านสันใจยา ทำให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วิวัฒน์การ ความเป็นมาของชุมชนวัดประตูป่าตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดเรียงลำดับในการเข้าใจในประวัติและวิวัฒนาการ เช่น ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคก่อเกิดรัฐหริปุญไชย ยุคผนวกรวมแคว้นล้านนาไทย ยุคภายใต้การปกครองของพม่า ยุคผนวกรวมแคว้นสยาม(ยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง) และสุดท้ายยุคคนยองครองพื้นที่ (พ.ศ. ๒๓๔๘ - ๒๕๔๘) ซึ่งสรุปรายละเอียดได้ ดังนี

ชุมชนวัดประตูป่ายุคก่อนประวัติศาสตร์
ในอาณาบริเวณที่ราบลุ่มของจังหวัดลำพูนสันนิษฐานได้ว่า ในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาก่อน เพราะได้มีหลักฐานจากการขุดพบหลุมศพที่บ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน พบโครงกระดูกมนุษย์และเครื่องประดับ ขวานหิน ที่มีอายุราว ๔,๐๐๐ ปีมาแล้วซึ่งบ้านวังไฮกับชุมชนวัดประตูป่าอยู่ไม่ไกลกันมากนัก เป็นที่ราบมนุษย์สามารถเดินทางไปมาได้โดยสะดวกจากเหตุผลดังกล่าวสันนิษฐานได้ว่าดินแดนแห่งนี้จากเหตุผลดังกล่าว จึงสันนิษฐานได้ว่าดินแดนแห่งนี้อาจเป็นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นได้ (กำธร ; 1- 2)
ชุมชนวัดประตูป่ายุคก่อเกิดรัฐหริปุญไชย
เป็นยุคที่ผู้คนได้พัฒนาขึ้นมีการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ สามารถสร้างวัฒนธรรมอารยะธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี จนสามารถสร้างบ้านสร้างเมืองขึ้นได้ โดยมีสุเทวฤๅษี(วาสุเทพฤๅษี) และสุกกทนตฤาษีได้รวบรวมชนเผ่าลัวะ เผ่ามอญหรือเม็งคบุตร สร้างนครหริปุญไชยขึ้นระหว่างแม่น้ำสองสายคือ แม่น้ำปิงและแม่น้ำกวง ในปี พ.ศ. ๑,๒๐๐ และได้อัญเชิญ “เจ้าหญิงจามะเทวีศรีสุริยวงศ์ บรมขัติยนารี รัตนกัญญาละโว้บุรีราไชศวรรย์” ลูกสาวเศรษฐีชาวมอญ (เม็งหรือรามัญ)

ซึ่งพระธิดาบุญธรรมของกษัตริย์เมืองละโว้ (จังหวัดลพบุรี) และเป็นพระมเหสีของเจ้าชายราม มาเป็นปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย พระนางจามะเทวีมีพระราชโอรสสองพระองค์ ทรงพระนามว่าพระมหันตยศ และพระอนัตยศ มีช้างทรงคู่บารมีชื่อช้างผู้ก่ำงาเขียว ในสมัยนี้ได้เกิดศึกสงครามระหว่างนครหริภุญไชยกับกองทัพของขุนหลวงมลังคะซึ่งเป็นชนเผ่าลัวะที่มีอำนาจ พระอนันตยศและพระมหันตยศได้ทรงช้างและนำกองทัพออกไปสู้รบนอกเมือง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจนได้รับชัยชนะ ขณะที่ออกศึกสงครามตำนานได้กล่าวว่ากองทัพของพระองค์ได้ตั้งรับข้าศึก และได้พักค้างแรมที่หมู่บ้านใกล้หนองน้ำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของที่ตั้งชุมชนวัดประตูป่าในปัจจุบันประมาณ 4 กิโลเมตร ต่อมาหมู่บ้านนี้ได้ชื่อว่าบ้านหนองค้างคืน ต่อมาเรียกเพี้ยนไปเป็นบ้านหนองช้างคืน และได้ให้แม่ทัพนายกองนำช้างไปล่ามไว้บริเวณที่ดอนสูงทางทิศเหนือของชุมชนวัดประตูป่าประมาณ 2 กิโลเมตร ซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง เหตุผล เพราะช้างตัวใหญ่ถ้าติดหล่มจะออกยาก ทำให้ติดหล่มตายได้ ต่อมาหมู่บ้านนี้ได้ชื่อว่า บ้านล่ามช้าง ในรัชสมัยของพระนางจามะเทวีพระนางทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก

พระพุทธศาสนาได้รับการอุปถัมป์จนเจริญรุ่งเรืองมีการสร้างวัดวาอารามทั้งในสมัยของพระนางและสมัยกษัตริย์องค์อื่น ที่ปกครองสืบต่อกันมาทั่วทุกหมู่บ้านทั้งในและนอกกำแพงนครหริภุญชัยหลายร้อยวัด ในราว พ.ศ. ๑,๔๔๐ พระเจ้าอาทิตยราชขึ้นครองราชย์ ได้ทรงสร้างเจดีย์พระบรมธาตุหริปุญไชยขึ้น ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งเพราะเป็นที่บรรจุอัฐของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นครหริภุญไชยเป็นเมืองประวัติศาสตร์เป็นนครรัฐที่เก่าแก่ที่สุดก่อนใครในภูมิภาค เป็นต้นแบบทางวัฒนธรรมที่เป็นรากฐานอารยธรรมทุกด้านแก่อาณาจักรที่ก่อเกิดขึ้นในภายหลัง เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในภูมิภาคแถบนี้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จากเหตุผลดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า บริเวณวัดร้างที่เป็นที่ตั้งของวัดประตูป่าในปัจจุบันตลอดจนวัดร้างกู่ต่างๆซึ่งอยู่ในบริเวณหมู่บ้าน ที่รายรอบชุมชนวัดประตูป่าเคยเป็นชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองและเลื่อมใสนับถือพระพุทธศาสนามาก่อน (กำธร ;3 – 6)

ชุมชนวัดประตูป่ายุคผนวกรวมแคว้นล้านนา
ในปี พ.ศ. ๑,๘๑๐ ในสมัยของพยายีบา พ่อขุนเม็งรายเวียงชัยปราการยกกองทัพมาตีนครหริปุญไชยได้และสถาปนาให้อ้ายฟ้าอำมาตย์ที่เป็นไส้ศึกขึ้นครองราชย์แทน พ่อขุนเม็งรายได้เสด็จไปสร้างเมืองใหม่ชื่อ เวียงกุมกาม ใน พ.ศ. ๑,๘๒๙ แต่ถูกน้ำท่วม จึงย้ายไปสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์ (เชียงใหม่) ในพ.ศ. ๑,๘๓๙ โดยมีพระสหายคือพ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยและพ่อขุนงำเมืองเจ้าเมืองพะเยามาช่วย และให้นครหริปุญไชยเป็นเมืองขึ้น ต่อมานครหริภุญชัยก็ทรุดโทรมกลายเป็นเมืองร้างอยู่หลายปี ต่อมาพระเมืองแก้วเจ้าผู้ครองนเชียงใหม่ องค์ที่ ๑๓ ได้มาบูรณะและสร้างนครหริปุญไชยขึ้นใหม่แคบกว่าเดิม ในยุคนี้ สัญนิษฐานได้ว่า ดินแดนชุมชนวัดประตูป่า ซึ่งเป็นหมู่บ้านในความปกครอง ของนครหริปุญไชยยุคใหม่ จึงรวมอยู่ในอาณาจักรนครพิงค์ หรือแคว้นล้านนาไทย แต่จะสรุปว่าเป็นหมู่บ้านร้างหรือไม่ยังไม่มีหลักฐานอ้างอิง (กำธร ;17 – 19) (พ.ต.ท. ; 11 – 12)

ชุมชนวัดประตูป่ายุคภายใต้การปกครองของพม่า (ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า)
หลังจากที่นครหริปุญไชยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนครพิงค์หรืออาณาจักรล้านนาไทยซึ่งบางสมัย ก็ถูกกองทัพจากกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีและตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยา ต่อมาก็ถูกกองทัพจากพม่ายกทัพมาตีได้ทำให้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอีก ทำให้อาณาจักรล้านนาซึ่งมีดินแดนลำพูนและเชียงใหม่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของแม่ทัพพม่าเป็นเวลานานหลายร้อยปี ทำให้ศิลปะและวัฒนธรรมประเพณีของชาวล้านนาไทยผสมกลมกลืนกับของพม่าเป็นอย่างมาก แต่ในด้านภาษาของชาวล้านนาก็ยังเป็นตระกูลภาษาไทย (ไต) พูดคุยสื่อสารในชนเผ่าตระกูลภาษาไทยด้วยกันรู้เรื่อง เช่น ไทยลื้อ ไทยยอง (ไทยลื้อที่อพยพมาจากเมืองยอง) ไทยยวน (คนเมือง) ไทยน้อยอิสาน (ลาว) ไทยใหญ่(เงี๊ยว) และไทยน้อยภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกและภาคใต้ เป็นต้น นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานไว้ว่าสิ่งที่พม่าใช้เป็นสัญลักษณ์บังคับให้ผู้คนชาวล้านนาไทยอยู่ภายใต้การปกครองที่เห็นได้ชัด คือ
- เครื่องหมาย ก๋าแล เป็นเครื่องหมายกากบาท เป็นรูปคล้ายนกกาจับอยู่บนหลังคาทำด้วยไม้ติดบนจั่วหลังคา บ้านไหนติดไว้เป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า ยอมอ่อนน้อมสวามิภักดิ์ อยู่ในความปกครองของพม่า บ้านไหนไม่ยอมติด ก๋าแล แสดงว่าแข็งข้อไม่อ่อนน้อมอยู่ใต้บังคับ จะเดือดร้อนมีโทษถึงประหารชีวิตทั้งบ้าน

- เครื่องหมาย หำยนต์ เป็นแผ่นไม้แกะสลักลงคาถาอาคม ใช้ติดบนประตูเข้าห้องนอน เนื่องจากพม่าหวาดระแวงเลยหลอกว่าให้ใช้ป้องกันภูตผีปีศาจ อันตรายต่าง ๆ ที่แท้เป็นเครื่องรางของขลังที่พม่าหลอกให้ติดไว้เพื่อข่มเจ้าของบ้าน เวลาลอดเข้า ออกเจ้าของบ้านที่มีของดีหรือคาถาอาคมจะเสื่อม หรือป้องกันมิให้ผู้มี บุญญาธิการ เก่งกล้าสามารถมาจุติหรือเกิดในบ้านหลังนั้น
ในราว พ.ศ. 2306 (โยนก ; 435 – 436) พม่าได้กวาดต้อนผู้คนพลเมืองใน เมืองเชียงใหม่และลำพูนไปกรุงอังวะเป็นจำนวนมาก ราว พ.ศ. 2308 เจ้าเมืองไชยเมืองลำพูน เจ้าเมืองลำพูน ยกกำลังกอบกู้เอกราช ขับไล่โป่อภัยคามินีแม่ทัพพม่าที่เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่หนีไปพม่า พ.ศ. 2309 อะแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่ายกทัพมาปราบเมืองลำพูน ทำให้ผู้คนที่เหลืออยู่ในลำพูนและเชียงใหม่ได้ถูกกดขี่ข่มเหงได้รับความเดือดร้อนจากการปกครองของพม่า มีการบังคับให้ผู้ชายสักขาดำและผู้หญิงเจาะหูใส่มวนลานตามอย่างพม่า ผู้คนจึงได้เริ่มอพยพหลบหนีเข้าไปอยู่ป่าเขา ซ่องสุมกำลังต่อต้านพม่า (โยนก ; 435 – 436) (สรัสวดี ; 252) จากข้อมูลนี้อาจทำให้สันนิษฐานได้ว่าผู้คนในชุมชนวัดประตูป่าในยุคนี้บางส่วนอาจถูกกวาดต้อนไปอยู่เมืองอังวะ หรืออาจอพยพหลบหนีไปอยู่ตามป่าเขา เพราะในยุคต่อมาผู้คนในชุมชนวัดประตูป่าที่เป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิมหรือไตยวน (ไทยโยนก) มีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนยอง (คนเมืองยอง) ซึ่งอพยพมาอยู่ใหม่

ชุมชนวัดประตูป่าในยุคผนวกเข้ากับอาณาจักรสยาม
(ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง)

ในปี พ.ศ. 2317 กองทัพจากกรุงธนบุรีร่วมกับกองกำลังของพญากาวิละและพญาจ่าบ้าน ได้ตีเมืองเชียงใหม่คืนจากพม่า พระเจ้าตากสินทรงแต่งตั้งพระยาจ่าบ้านเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ และทรงแต่งตั้งจักกายแดง (แชคคาย) เป็นเจ้าเมืองลำพูน และแต่งตั้งพญากาวิละเป็นเจ้าเมืองลำปาง ทำให้เมืองเชียงใหม่และลำพูนอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชขึ้นกับอาณาจักรสยามสมัยกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง (โยนก ; 234 - 244 , สรัสวดี ; 253 - 263)

ในปี พ.ศ. 2535 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แต่งตั้งพระยากาวิละขึ้นเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองเชียงใหม่ แต่เมืองเชียงใหม่และลำพูนในครั้งนี้เป็นเมืองร้างไร้ผู้คนที่จะช่วยฟื้นฟูพัฒนาและป้องกันบ้านเมือง
เพราะเนื่องจากถูกกวาดต้อนไปพม่าหลายครั้งและบางส่วนได้อพยพหลบหนีภัยสงครามเข้าไปอาศัยอยู่ตามป่าเขา หรือบ้านอื่นเมืองอื่น พระเจ้ากาวิละได้ใช้นโยบายเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง เพื่อรวบรวมกวาดต้อนอพยพผู้คนจากหัวเมืองต่าง ๆ ในดินแดนล้านนาไทยและหัวเมืองที่ไกลออกไป เพื่อมาเป็นไพร่พลเมืองในการฟื้นฟูบ้านเมืองที่รกร้างว่างเปล่าต่อไป เช่น เมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เมืองกาย เมืองซัน เมืองวะ เมืองเชียงขาง เมืองลวง เมืองหุน เมืองแซ เมืองฮาย เมืองออ เมืองเจื่อง เมืองท่าล้อ เมืองพาน เมืองม้า เมืองของ เมืองวัง เมืองมาง เมืองขาง เมืองงาด เมืองงึม เมืองเสี้ยว เมืองสิบสองปันนาเชียงรุ่ง (แสวง ; 90 - 91)

ภายใต้นโยบายการกวาดต้อนผู้คน ครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ล้านนาไทย
ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในเขตเมืองเชียงใหม่ และลำพูนของกลุ่มชนชาติพันธุ์ต่างๆ โดยกำหนดประเภทของไพร่ที่ถูกกวาดต้อนมา พวกที่เป็นช่างมีฝีมือจะกำหนดให้อยู่ในเมือง คนที่ถูกอพยพมาจะยกมาเป็นกลุ่มเมืองหรือมาแบบเทครัว เมื่อมาตั้งถิ่นฐานใหม่ส่วนใหญ่ได้ตั้งชื่อหมู่บ้านตามชื่อบ้านเมืองเดิมที่อพยพมา บางส่วนก็ตั้งชื่อตามทำเลที่ตั้งใหม่ สำหรับคนยองได้ถูกกำหนดให้ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองลำพูน
ตำนานเมืองยองได้กล่าวถึงการถูกต่อต้านที่เมืองยอง ด้วยกำลังพลของเมืองยองมีประมาณ 10,000 คน ปืนใหญ่ 1,000 กระบอก ได้ต่อสู้เพื่อป้องกันเมืองยองได้ 3 วันติดต่อกัน จึงพ่ายแพ้แก่กองทัพเชียงใหม่ ชึ่งนำทัพโดยอุปราชธรรมลังกาและเจ้าบุรีรัตน์คำฝั้น พร้อมด้วยกองทัพจากเมืองเชียงตุง รวมประมาณ 20,000 คน (สรัสวดี ; 268 - 270 , แสวง ; 87 - 89)พ.ศ. 2438 เป็นปีที่คนยองได้อพยพมาอยู่เมืองลำพูน

พระยาบุรีรัตน์คำฝั้น เจ้าเมืองลำพูนซึ่งเป็นพระอนุชาพระเจ้ากาวิละ ได้อพยพคนยองประมาณ 10,000 คนมาอยู่เมืองลำพูนโดยโปรดให้พญามหิยังคบุรีเจ้าเมืองยองและอนุชาอีก 3 องค์ ตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านเวียงยองริมฝั่งแม่น้ำกวงตรงข้ามกับตัวเมืองลำพูนและมอบอำนาจให้ปกครองดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนชาวยองด้วย ส่วนชาวยองหมู่บ้านต่าง ๆ ให้แยกย้ายกันเลือกทำเลตั้งบ้านเรือนตามแนวลำน้ำที่เหมาะสมในการ
ทำการเกษตรกรรมเป็นสำคัญ เช่น ในเขตลุ่มน้ำปิง ได้แก่ บ้านประตูป่า บ้านริมปิง บ้านหลุก บ้านบัว บ้านบาน ในเขตลุ่มน้ำแม่กวง ได้แก่ บ้านเวียงยอง บ้านยู้ บ้านหลวย บ้านตอง ในเขตลุ่มน้ำแม่สาร ได้แก่บ้านป่าขาม บ้านสันป่าสัก บ้านสันคะยอม ในเขตลุ่มน้ำทาได้แก่บ้านป่าซาง บ้านสบทา บ้านฉางข้าวน้อย บ้านแซม บ้านสะปุ๋ง บ้านหวาย ภายหลังได้ขยายตัวไปสู่เขตพื้นที่ลุ่มต้นน้ำทา น้ำลี้ (แสวง ; 90 - 122)
ชุมชนวัดประตูป่ายุคคนยองครองพื้นที่ (พ.ศ. 2348 - ปัจจุบัน)
ชุมชนวัดประตูป่าในยุคนี้มีประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการความเป็นมาในด้านต่าง ๆ ที่ มีหลักฐานอ้างอิง ได้ชัดเจน เป็นยุคที่ราษฎรในชุมชนเกือบทั้งหมดสืบเชื้อสายมาจากคนยองที่อพยพมาจากเมืองยอง ได้สร้างวัดประตูป่าเป็นศูนย์รวมทางด้านจิตใจ ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ได้มีการสร้างหมู่บ้านรายล้อมเป็นศรัทธาวัดประตูป่า เป็นชุมชนย่อยหลายหมู่บ้าน เช่นบ้านประตูป่า บ้านหนองมูล บ้านหนองกออ้อ บ้านท่ากว้าง บ้านหัวยาง (บ้านบาน) บ้านสันใจยา เป็นต้น ซึ่งวัดประตูป่า และแต่ละหมู่บ้านดังกล่าวก็มีประวัติและวิวัฒนาการความเป็นมาที่น่าสนใจ

ภาพท่อนซุงในแม่น้ำ แสดงได้ชัดว่ายุคหนึ่งนั้นในพื้นที่เชียงใหม่ลำพูนเป็นทางผ่านของท่อนซุงพวกนี้ ทำไมต้องเป็นบ้านประตูป่า
ประตูป่านั้น ในประวัติการสืบค้นนั้น ไม่ทราบประวัติที่แน่นอน ซึ่งความเห็นของข้าพเจ้าเองนั้นคาดว่า แต่เดิมนั้นการเดินทางระหว่างดินแดนลำพูนเชียงใหม่นั้นคงใช้แต่การเดินทางด้วยทางน้ำ และประวัติการสัญจรทางน้ำนั้นทราบว่า ลำเหมืองป่าไม้แดงที่บริเวญด้านหน้าวัดประตูป่าแห่งนั้นมีความกว้างมาก ลึกมาก น้ำเชี่ยวมาก (ตามคำบอกเล่าจากพ่ออุ้ยเสนา นันต๊ะนา อายุ ๘๐ ปี บ้านประตูป่า) และถนนสายเชียงใหม่ลำพูน (สายต้นยาง) ตามหลักฐานของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ได้มีการสร้างถนนอย่างเป็นทางการขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2438 โดยพระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวเฉียง เริ่มสร้างตั้งแต่เชิงสะพานนวรัฐ เลียบแนวแม่น้ำปิงห่างที่วัดกู่ขาว จนถึงเมืองลำพูนทำให้การคมนาคมในแม่น้ำปิงห่างขาดความสำคัญ และประชาชนได้บุกรุกเข้าอยู่อาศัยจนไม่เหลือสภาพการเป็นแม่น้ำที่สำคัญในอดีตให้เห็น ยกเว้นในบางช่วงในเขตเทศบาลตำบลอุโมงค์อำเภอเมืองลำพูน
ถนนสายนี้ส่วนหนึ่งสร้างบนผนังดินธรรมชาติของแม่น้ำปิงห่าง ถนนสายนี้นับเป็นถนนที่มี ความสำคัญและเป็นถนนสายแรกที่เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างเมืองทั้งสอง มีการซ่อมแซมปรับ ปรุงตลอดมา โดยเฉพาะที่ระบุไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2443 พ.ศ.2448 และในปี พ.ศ.2454 ทางราชการได้นำต้นยางมาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดสองข้างทาง เพื่อความร่มรื่นและสวยงาม ส่วนในเขตเมืองลำพูนได้ปลูกต้นขี้เหล็ก ต้นไม้ตลอดเส้นทางของถนนสายนี้มีร่วมสองพันต้น มีการปลูกเป็นแถวอย่างมีระเบียบ มีระยะห่างกันระหว่างต้นประมาณ 10 ถึง 20 วา ตลอดเส้นทาง
ด้วยเหตุนี้เอง บ้านประตูป่าเองนั้น เป็นป่ามะม่วงสุงใหญ่ยืนตระหง่าน มานาน เกือบ ๒๔๐ ปี*** หากเช่นนี้แล้วบ้านประตูป่านั้นคงเรียกมาแต่ก่อนปี ๒๔๔๓ แล้วด้วยว่า ถนนเส้นเชียงใหม่ลำพูนยังไม่ได้สร้าง การสัญจรทางเรือจากลำพูนผ่านบ้านประตูป่า (ป่าม่วง) ผ่านบ้านหนองช้างคืน เรื่อยไปถึงชลประทานแม่ปิงขึ้นน้ำแม่ปิงไปก็ถึงเชียงใหม่ ส่วนเส้นทางอื่นก็มีทางน้สายหน้าวัดพระธาตุหลวงลำพูน ล่องขึ้นไปตามน้ำกวงตรงเข้าน้ำปิงห่าง(ปิงเดิม) ผ่านเวียงกุมกามก็ถึงเชียงใหม่ แต่เส้นทางสายนี้คาดว่าจะเป็นแต่ทุ่งนามากว่า ส่วนสายที่ผ่านบ้านประตูป่า นั้นผ่านป่าไม้ดง มะม่วง แลดูเหมือนจะต้องผ่านปราการด่านประตูนี้ไปก่อนก่อนจะไปถึงหนองช้างคืน คำว่า ประตูป่าจึงได้เอ่ยมาถึงทุกวันนี้ส่วนคำว่าบ้านป่าม่วง ,ป่าม่วงจุมนั้น ก็อธิบายได้ว่า เป็นป่าที่มีแค่มะม่วงป่าจริงๆ และบ้านป่าม่วงนั้น ก็มีอยู่จริงที่เมืองยอง แดนสิบสองปันนา อยู่เช่นกัน(***ข้อมูลจากประวัติวัดประตูป่า ว่ามีคนยองที่อพยพนำเอามะม่วงมาปลูกด้วย /ปีที่อพยพมาช่วยแผ้วถาง บูรณะเมืองลำพูน ปี ๒๓๔๘ )

ประวัติถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน
ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน (สายเก่า) นี้ มีความผูกพันกับแม่น้ำปิงห่าง ต้นยาง และต้นขี้เหล็กอย่างแยกไม่ออก แต่เดิมแม่น้ำปิงตามตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ตำนานพื้นเมืองล้านนาเชียงใหม่ ชินกาลมาลีปกรณ์ จะไหลผ่านทางทิศตะวันออกของเวียงกุมกามและทิศตะวันออกของตัวเมืองหริภุญชัยและวัดอรัญญิกรัม มการาม (วัดดอนแก้ว) ซึ่งเป็นสี่มุมเมืองในสมัยพระนางจามเทวี คงอยู่ในพื้นที่ฝั่งเดียวกับตัวเมืองลำพูน ในพงศาวดารโยนกกล่าวถึงพญามังรายยึดครองเมืองหริภุญชัยได้และไปสร้างเมืองใหม่ในทางทิศอีสานของเมืองหริภุญชัยชื่อ ชะแว ได้ 3 ปี เกิดน้ำท่วมจึงไปสร้างเมืองกุมกาม แม่น้ำปิงคงเปลี่ยนทางเดินไหลผ่านเข้าในตัวเมืองหริภุญชัยและไหลผ่านหน้าวัดพระธาตุหริภุญชัยในสมัยพญามังราย ระยะทางจากเวียงกุมกามถึงตัวเมืองหริภุญชัยประมาณ 25 กิโลเมตร จนถึงสิ้นราชวงศ์มังราย ในสมัยท้าวแม่กุ (พระเจ้าเมกุฏิ) พ.ศ.2101 แม่น้ำปิงยังไหลผ่านทางทิศตะวันออกของเวียงกุมกามและทิศตะวันออกของตัวเมืองหริภุญชัยอยู่ แต่ในระหว่าง พ.ศ.2101 ถึง พ.ศ.2317 พม่าเข้าปกครองล้านนา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไม่มีการบันทึก จนถึง พ.ศ.2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกทัพขึ้นมาตามแม่น้ำปิงสายปัจจุบันนี้ ที่ไหลผ่านทิศตะวันตกของเวียงกุมกามและทิศตะวันตกของเมืองหริภุญชัย แสดงว่าแม่น้ำปิงเปลี่ยนร่องน้ำจากเดิมในช่วงที่พม่าปกครองล้านนา แม่น้ำปิงระหว่างเวียงกุมกามกับเมืองหริภุญชัยจึงกลาย เป็นแม่น้ำปิงห่าง แต่แม่น้ำปิงห่างตั้งแต่บ้านหลิ่งห้า อำเภอเมืองลำพูนไหลไปพบแม่น้ำปิงสายปัจจุบันที่อำเภอป่าซาง ยังมีน้ำจากแม่น้ำกวงไหลลงสู่ลำน้ำปิงห่างอยู่ ซึ่งปัจจุบันจึงเรียกแม่น้ำช่วงนี้เป็น แม่น้ำกวง
แม้จะเป็นแม่น้ำปิงห่าง แต่ก็ยังเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่ใช้ติดต่อกันระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองลำพูน อารยธรรมลุ่มแม่น้ำปิงห่างยังปรากฏให้เห็นในการตั้งหมู่บ้านตลอดแนวแม่น้ำและมีวัดสร้างริมฝั่งแม่น้ำตลอดแนวแม่น้ำปิงห่าง

ประมาณ 30 วัดการตั้งถิ่นฐานไปตามแนวแม่น้ำปิงห่าง ทำให้เกิดเส้นทางคมนาคมทางบกเลียบแนวแม่น้ำปิงห่าง เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางสำคัญของการติดต่อระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองลำพูนในเวลาต่อมา และมีการพัฒนาเส้นทางขึ้นตามลำดับ ตามหลักฐานของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้มีการสร้างถนนอย่างเป็นทางการขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2438 โดยพระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวเฉียง เริ่มสร้างตั้งแต่เชิงสะพานนวรัฐ เลียบแนวแม่น้ำปิงห่างที่วัดกู่ขาว จนถึงเมืองลำพูน ทำให้การคมนาคมในแม่น้ำปิงห่างขาดความสำคัญ และประชาชนได้บุกรุกเข้าอยู่อาศัยจนไม่เหลือสภาพการเป็นแม่น้ำที่สำคัญในอดีตให้เห็น ยกเว้นในบางช่วงในเขตเทศบาลตำบลอุโมงค์อำเภอเมืองลำพูน

ถนนสายนี้ส่วนหนึ่งสร้างบนผนังดินธรรมชาติของแม่น้ำปิงห่าง ถนนสายนี้นับเป็นถนนที่มี ความสำคัญและเป็นถนนสายแรกที่เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างเมืองทั้งสอง มีการซ่อมแซมปรับ ปรุงตลอดมา โดยเฉพาะที่ระบุไว้ในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ในปี พ.ศ.2443 พ.ศ.2448 และในปี พ.ศ.2454 ทางราชการได้นำต้นยางมาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดสองข้างทาง เพื่อความร่มรื่นและสวยงาม ส่วนในเขตเมืองลำพูนได้ปลูกต้นขี้เหล็ก ต้นไม้ตลอดเส้นทางของถนนสายนี้มีร่วมสองพันต้น มีการปลูกเป็นแถวอย่างมีระเบียบ มีระยะห่างกันระหว่างต้นประมาณ 10 ถึง 20 วา ตลอดเส้นทาง

นับเป็นเอกลักษณ์คู่ถนนสายนี้ตลอดมาร่วมร้อยปีแล้ว ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวของชุมชนเข้าสู่การเป็นชุมชนเมืองมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการขาดการวางแผนการป้องกันระยะยาวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะถนนสายนี้ ทำให้มีก่อสร้างอาคารร้านค้าและที่พักอาศัยใกล้ชิดติดแนวถนนและการใช้ที่สาธารณะข้างถนนโดยขาดการอนุรักษ์ต้นไม้ มองเฉพาะด้านความปลอดภัยและผลประโยชน์ของบุคคลและกลุ่มคน ทำให้จำนวนต้นไม้ลดจำนวนลงอย่างมากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าสภาพเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เอกลักษณ์ของต้นยาง-ต้นขี้เหล็กที่เคียงคู่กับถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน คงจะเหลือเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานให้อนุชนรุ่นหลังเท่านั้น(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมาย เหตุในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ, วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดลำพูน 2542 หน้า 275-277)

มิสเตอร์คอลินซ์กล่าวขึ้นว่า ได้ทราบข่าวจากชาวเมืองลำพูนว่าได้ตกลงกันจะปูอิฐตลอดถนนในระหว่างเมืองลำพูนและเชียงใหม่ มิสเตอร์คอลินซ์เห็นว่าถนนสายนี้เป็นถนนดีมากถ้าจะเอาอิฐปูเข้า เข้าใจว่าจะกลับทำให้ถนนเสียลงที่ประชุมได้ปรึกษากันช้านาน พระยาศรีสหเทพจึงพูดว่า ได้ฟังเสียงในที่ประชุมเห็นกันโดยมากว่าไม่ควรจะปูอิฐตามถนนในระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูน แต่ควรจะซ่อมแซมถนนให้ดีขึ้นนั้น พระยาศรีสหเทพมีความยินดีที่ได้ทราบดังนั้น ราษฎรจะได้ไม่มีความลำบากที่จะต้องทำถนน เพราะฉะนั้นจะได้ทดลองเอาอิฐปูตามถนนบางแห่งเพื่อจะได้ทราบว่าอิฐจะทนน้ำฝนได้เพียงไร และขอให้บรรดาท่านทั้งหลายที่ได้เคยไปมา ตามถนนลำพูนได้โปรดชี้แจงว่าควรจะซ่อมตอนใดบ้าง
มิสเตอร์เกรกกล่าวว่าชาวบ้านมักจะทำนาบนถนน ควรจะมีข้อบังคับให้เปิดทางไว้ให้คนเดินได้บ้าง
มิสเตอร์แฮริซชี้แจงว่าในเรื่องทำนาบนถนนนี้มิสเตอร์แฮริซได้ทราบเหตุเรื่องหนึ่งที่มีท่านผู้หนึ่งต้องเสียเงิน 15 รูเปียเพื่อเป็นค่าทำขวัญที่ต้องเดินตัดนาไป

พระยาศรีสหเทพจึงได้ตกลงว่าต่อไปจะได้ห้ามมิให้ราษฎรทำนาบนถนนใหญ่ แต่จะต้องเปิดทางเดินไว้ให้กว้าง 6 ฟิตเสมอ แต่ข้อที่ห้ามนี้เฉพาะแต่ถนนใหญ่ ถ้าเป็นทางเดินเล็กน้อยไม่เป็นที่ห้ามอย่างใด (หนังสือระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าราชบุตร, 2516, หน้า 83)

กำเนิดต้นไม้สองข้างทางหลวง เชียงใหม่ ลำพูน และอื่นๆ

เจ้าพระยาสุรสีหวิสิษฐ์ศักดิ์ ผู้ให้กำเนิดการปลูกต้นไม้สองข้างทางหลวง แผ่นดินสายต่างๆ เพื่อความร่มรื่นแก่ผู้สัญจรไปมา ทั้งราษฎร สัตว์ พาหนะล้อเกวียนได้พักอาศัย ท่านจะทำอย่างไรก็มีแผนการล่วงหน้าไว้เสมอไม่ใช่คิดทำตามอารมณ์ชั่วแล่น ดังผู้ใหญ่สมัยนี้ชอบทำ เช่น
ถนนเชียงใหม่-ลำพูน เขตเชียงใหม่ปลูกต้นยางทั้งสองฟาก ลำต้นมหึมาของต้นยางนี้จะหาไม่พบอีกแล้วแม้แต่ในป่าภาคเหนือ พอเลยเขตเชียงใหม่เข้าเขตลำพูนก็ปลูกต้นขี้เหล็กให้รู้ว่าเป็นเขตแบ่งของสองจังหวัด
ถนนสายเชียงใหม่-สันป่าตอง ปลูกต้นขี้เหล็ก
ถนนสายเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ปลูกต้นประดู่

ถนนรอบคูเมือง ปลูกต้นสักกับต้นสน
ถนนในเมือง ประดับด้วยต้นโอ๊คพันธ์เมืองหนาว
(ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง, เพ็ชร์ล้านนา, 2507, หน้า 143-144)

เมื่อเข้าเขตลำพูนแล้ว ก็เปลี่ยนเป็นปลูกต้นขี้เหล็กไว้สองข้างทาง จนกระทั่งถึงเขตตัวเมืองลำพูน น่าชมทางการอยู่อย่างหนึ่งที่ใช้สีสะท้อนแสงเขียนจุดขาวกลมๆไว้ตามต้นไม้ข้างทาง ในเวลากลางคืนแสงไฟจากรถยนต์ส่องทำให้มองเห็นแนวถนนได้ถนัด นับว่าเป็นการช่วยลดอุบัติเห็นได้อย่างหนึ่ง
เมื่อผ่านหลักกิโลเมตรที่ 24 ก็ผ่านทางแยกเข้าไปยังสถานีรถไฟจังหวัดลำพูน ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านวังทองเมื่อรถแล่นตรงเข้าไปก็จะเข้าสู่เขตที่ตั้งศาลากลางจังหวัดลำพูน จะผ่านกองกำกับการตำรวจภูธรกองเมืองลำพูน ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกถนนสายลำพูน-เชียงใหม่ และเมื่อรถแล่นมาถึงประตูช้างศรีซึ่งเป็นประตูเมืองโบราณทางทิศเหนือ ก็จะมองเห็นยอดพระเจดีย์สีทองเหลืองอร่ามแต่ไกล ยอดพระเจดีย์ที่มองเห็นนั้นคือยอดพระธาตุหริภุญชัย อันเป็นมิ่งขวัญและเป็นที่เคารพสักการะ ของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั่วไป (สงวน โชติสุขรัตน์ นำเที่ยวเชียงใหม่ 2514 หน้า 199-200)
ที่มา : www.chiangmainews.co.th วันที่ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550

น้ำปิงเปลี่ยนสายย้ายทาง

ในสมัยท้าวแม่กุ (พระเจ้าเมกุฏิ) พ.ศ.2101 แม่น้ำปิงยังไหลผ่านทางทิศตะวันออกของเวียงกุมกามและทิศตะวันออกของตัวเมืองหริภุญชัยอยู่ แต่ในระหว่าง พ.ศ.2101 ถึง พ.ศ.2317 พม่าเข้าปกครองล้านนา เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ไม่มีการบันทึก จนถึง พ.ศ.2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกทัพขึ้นมาตามแม่น้ำปิงสายปัจจุบันนี้ ที่ไหลผ่านทิศตะวันตกของเวียงกุมกามและทิศตะวันตกของเมืองหริภุญชัย แสดงว่าแม่น้ำปิงเปลี่ยนร่องน้ำจากเดิมในช่วงที่พม่าปกครองล้านนา แม่น้ำปิงระหว่างเวียงกุมกามกับเมืองหริภุญชัยจึงกลาย เป็นแม่น้ำปิงห่าง แต่แม่น้ำปิงห่างตั้งแต่บ้านหลิ่งห้า อำเภอเมืองลำพูนไหลไปพบแม่น้ำปิงสายปัจจุบันที่อำเภอป่าซาง ยังมีน้ำจากแม่น้ำกวงไหลลงสู่ลำน้ำปิงห่างอยู่ ซึ่งปัจจุบันจึงเรียกแม่น้ำช่วงนี้เป็น แม่น้ำกวง
แม้จะเป็นแม่น้ำปิงห่าง แต่ก็ยังเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่ใช้ติดต่อกันระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองลำพูน อารยธรรมลุ่มแม่น้ำปิงห่างยังปรากฏให้เห็นใน
การตั้งหมู่บ้านตลอดแนวแม่น้ำและมีวัดสร้างริมฝั่งแม่น้ำตลอดแนวแม่น้ำปิงห่างประมาณ30 วัด

การตั้งถิ่นฐานไปตามแนวแม่น้ำปิงห่าง
ทำให้เกิดเส้นทางคมนาคมทางบกเลียบแนวแม่น้ำปิงห่าง เส้นทางสายนี้เป็นเส้นทางสำคัญของการติดต่อระหว่างเมืองเชียงใหม่กับเมืองลำพูนในเวลาต่อมา และมีการพัฒนาเส้นทางขึ้นตามลำดับ ตามหลักฐานของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ได้มีการสร้างถนนอย่างเป็นทางการขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2438 โดยพระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวเฉียง เริ่มสร้างตั้งแต่เชิงสะพานนวรัฐ เลียบแนวแม่น้ำปิงห่างที่วัดกู่ขาว จนถึงเมืองลำพูน ทำให้การคมนาคมในแม่น้ำปิงห่างขาดความสำคัญ และประชาชนได้บุกรุกเข้าอยู่อาศัยจนไม่เหลือสภาพการเป็นแม่น้ำที่สำคัญในอดีตให้เห็น ยกเว้นในบางช่วงในเขตเทศบาลตำบลอุโมงค์อำเภอเมืองลำพูน

กลุ่มพื้นเมืองเดิมก่อนแคว้นหริภุญชัย
บริเวณแอ่งที่ราบเชียงใหม่ - ลำพูน ได้มีการสำรวจพบร่องรอยของแหล่งโบราณคดี ในบริเวณที่ราบริมฝั่งแม่น้ำกวง ทางด้านทิศตะวันออก ตั้งแต่เขตอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแนวยาวมาถึงเขตอำเภอเมืองลำพูน มีร่องรอยการอยู่อาศัยของชุมชนโบราณ สมัยก่อนวัฒนธรรมหริภุญชัย ได้แก่ แหล่งโบราณคดีบ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง ฯ พบว่าเคยเป็นสถานที่ฝังศพ นอกจากโครงกระดูกแล้ว ตามชั้นดินต่าง ๆ ยังพบโบราณวัตถุที่ปะปนกันในหลายลักษณะทั้งรูปแบบ และวัสดุ กล่าวคือ
ลึกลงไปตามชั้นดินประมาณชั้นที่ ๔ - ๕ พบขวานหินกะเทาะ เครื่องมือสะเก็ดหิน แวดินเผา ค้อนหิน ภาชนะดินเผาเนื้อหยาบ สิ่งของดังกล่าวมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมของมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในที่สูงตามถ้ำ หรือเพิงผา มีการดำรงชีพแบบล้าหลัง
ตั้งแต่ชั้นดินที่ ๓ - ๑ พบวัสดุที่ผลิตด้วยการใช้เทคโนโลยีที่สูงกว่า ได้แก่ เครื่องมือเหล็ก เศษภาชนะดินเผาแบบหริภุญชัย กำไลแก้ว ลูกปัดแก้ว

ลูกปัดแร่คาร์เนเลียน ลูกปัดแร่อาเกดและ กำไลสำริด เป็นต้น อันเป็นสิ่งของของสังคมที่เจริญกว่าในลักษณะชุมชนที่เชื่อมต่อกับยุคประวัติศาสตร์ จากการสำรวจพบดังกล่าว ทำให้ได้ข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับลักษณะของกลุ่มชนดังเดิมในแถบนี้ว่า ชุมชนที่ตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มแม่น้ำกวง อันได้แก่ชุมชนบ้านยางทองใต้ ชุมชนที่บ้านสันป่าคำ และชุมชนที่บ้านวังไฮ เป็นชุมชนร่วมสมัยเดียวกัน เดิมเป็นชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ ที่มีวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม จนกระทั่งประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ได้มีกลุ่มชนจากภาคกลางเป็นกลุ่มชนเมือง อพยพมาตั้งหลักฐานในบริเวณใกล้เคียงกัน มีการติดต่อกัน จากนั้นสังคมเมืองก็แผ่อิทธิพลมายังชุมชนเหล่านี้ ใช้เวลาหลายชั่วอายุคน
กลุ่มชนที่บ้านวังไฮ มีลักษณะว่าได้รับเอารูปแบบวัฒนธรรมทวารวดี จากเมืองหริภุญชัยมากกว่ากลุ่มชนบ้านยางทองใต้ และบ้านสันป่าคำที่อยู่ห่างไกลออกไป
จากการศึกษาจากเอกสารตำนานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ลัทธิลังกาวงศ์ ที่เผยแผ่เข้ามายังดินแดนแถบนี้ พบว่ามีการกล่าวถึงกลุ่มสังคม ในลักษณะชนเผ่าที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มน้ำต่าง ๆ เช่น กลุ่มชนแถบลุ่มน้ำปิงตอนบน แถบจังหวัดลำพูนในปัจจุบัน และบริเวณลุ่มน้ำวัง จังหวัดลำปาง ที่มีความสัมพันธ์กับอารยธรรมทวารวดี และลพบุรีจากภาคกลาง
เมืองหริภุญชัย ชื่อเมืองเก่าของเมืองลำพูน ได้พบโบราณวัตถุที่เป็นรูปปั้นตุ๊กตาขนาดเล็ก รวมทั้งพระพุทธรูปรุ่นแรก ๆ มีรูปแบบคล้ายคลึงกับโบราณวัตถุ และพระพุทธรูปที่พบตามเมืองโบราณขนาดใหญ่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง จากตำนานเรื่องจามเทวี ธิดากษัตริย์กรุงละโว้ขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย เป็นเรื่องของอารยธรรมจากเมืองละโว้ ที่ขึ้นไปผสมผสานกับวัฒนธรรมพื้นเมืองของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่ลำพูน

กำเนิดเมืองหริภุญชัย
จากประวัติศาสตร์ของเมืองหริภุญชัยตอนต้น เป็นเรื่องนิยายปรัมปรา สะท้อนให้เห็นว่าชาวพื้นเมืองในระยะแรก ๆ เป็นพวกเมงคบุตร หรือพวกละว้า ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ราบลุ่มเชียงใหม่ ใกล้ดอยสุเทพ มีหลายชุมชนในบริเวณใกล้เคียงกัน มีความสัมพันธ์ในทางเชื้อสายเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกัน และมีหัวหน้าปกครอง แต่แบ่งออกเป็นหลายหมู่เหล่า แต่ละหมู่จะมี แรด ช้าง วัว เนื้อ เป็นสัญลักษณ์ของตน ดังที่ในตำนานกล่าวว่า คนที่เกิดจากรอยเท้าช้าง รอยเท้าแรด และรอยเท้าวัว เป็นต้น
จากตำนานมูลศาสนาได้กล่าวถึงพวกฤาษีกลุ่มหนึ่งที่ได้เคยบวชเรียนในพระพุทธศาสนามาก่อน แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามสิกขาบทในพระธรรมวินัยได้ จึงได้ลาสิกขา แล้วมาบวชเป็นฤาษีมีอยู่ห้ารูปด้วยกันคือ สุเทโว สุกกทันโต อนุสิสสะ พุทธชฎิละ และสุพรหม
ชุมชนในลุ่มน้ำพิงค์ (ปิง) เป็นชุมชนของพวกละว้า หรือเมงคบุตร ศูนย์กลางของชุมชนอยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ที่ฤาษีวาสุเทพมาพำนักอยู่ และฤาษีวาสุเทพก็ได้เป็นผู้นำชาวพื้นเมืองเหล่านี้ในเวลาต่อมา ได้สร้างบ้านเมืองขึ้นให้ลูกหลานปกครอง ได้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจากแบบเดิมมาเป็นสังคมแบบเมือง เกิดมีชนชั้น มีกษัตริย์ปกครอง แต่ยังไม่มีความสัมพันธ์กับแว่นแคว้นอื่นบ้านเมืองอื่นมากนัก
ต่อมาได้เกิดน้ำท่วมใหญ่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ฤาษีวาสุเทพจึงได้นำชาวลัวะกลุ่มหนึ่ง ล่องลงมาตามลำน้ำพิงค์ เห็นสถานที่แห่งหนึ่งมีชัยภูมิดี เคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้า จึงให้สร้างขึ้น แล้วคิดหาผู้มีบุญญาธิการ และมีทศพิธราชธรรมมาเป็นท้าวพญา จึงคิดถึงสุกกทันตฤาษีผู้เป็นสหายที่อยู่สำนักเมืองละโว้ จึงได้ส่งข่าวให้มาช่วยเตรียมการสร้างเมือง ได้มีการสร้างเมืองตามรูปหอยสังข์ ตามคำแนะนำของอนุสสะฤาษี ที่อยู่ใกล้เมืองหลิททวัลลี (ศรีสัชนาลัย) ด้านหนึ่งของกำแพงเมืองติดกับแม่น้ำพิงค์ เมื่อสร้างเสร็จสุกกทัตฤาษีได้ให้คำแนะนำว่า พญาจักรวัตติ เจ้าเมืองละโว้ ทรงทศพิธราชธรรม มีพระธิดานามว่า จามเทวี มีสติปัญญาสามารถฉลาดรอบรู้ สรรพกิจขัตติยประเพณี มีมรรยาท และอัธยาศัยเสงี่ยมงาม ตั้งอยู่ในศีลสัตย์สุจริต สมควรเป็นเจ้าเป็นใหญ่ปกครองเมืองได้ จึงตกลงให้แต่งตั้งนายคะวะยะ เป็นทูตไปกับสุกกทันตฤาษี ไปทูลเชิญพระนางจามเทวีมาครองเมือง
การเดินทางขึ้นมาครองเมืองหริภุญชัยของพระนางจามเทวี ได้นำชาวละโว้มาด้วยคือ
พระมหาเถระที่ทรงปิฎก ๕๐๐ รูป ปะขาวที่ตั้งอยู่ในศีลห้า ๕๐๐ คน บัณฑิต ๕๐๐ คน หมู่ช่างสลัก ช่างแก้วแหวน พ่อเลี้ยง แม่เลี้ยง หมู่หมอโหรา หมอยา ช่างเงิน ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างเขียน หมู่ช่างหลายต่าง ๆ หมู่พ่อเรียกทั้งหลาย อย่างละ ๕๐๐ คน
ตลอดเส้นทางที่ขึ้นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำพิงค์ ได้ประกาศศาสนาตลอดระยะเวลาเจ็ดเดือน ที่ประทับผ่าน เช่นเมืองปางปะบาง (ปากบาง) เมืองคันธิกะ (ชัยนาท) เมืองบุรีฐะ (นครสวรรค์) เมืองบุราณะ (เฉลียง) เมืองเทพบุรี บ้านโคนหรือวังพระธาตุ เมืองรากเสียด (เกาะรากเสียด) ถึงหาดแห่งหนึ่งน้ำเข้าเรือ จึงเรียกหาดนั้นว่า หาดเชียงเรือ (เชียงเงิน) ถึงที่แห่งหนึ่งให้ตากผ้า จึงเรียกว่า บ้านตาก จามเหงา (สามเงา) ผ่านผาอาบนาง ผาแต้ม ดอนเต่า (ดอยเต่า) บ้านโพคาม (ท่าข้าม - ฮอด) ทรงสร้างสถูปวิปะสิทธิเจดีย์ไว้ ท่าเชียงของ (จอมทอง)
พระนางจามเทวีได้รับการราชาภิเษก เสวยราชย์ในเมืองหริภุญชัยแล้ว พระนางให้สร้างวัดถวายเป็นที่อยู่ของพระสงฆ์ ๕๐๐ รูป เมื่อมาถึงเมืองหริภุญชัยได้เจ็ดวัน พระนางก็ประสูติกุมารฝาแฝดสองคนให้ชื่อว่า มหันตยศกุมาร และอนันตยศกุมาร หรืออินทรวรกุมาร
เมื่อพระนางจามเทวีได้ครองเมืองหริภุญชัยแล้ว ขุนหลวงวิลังคะหัวหน้าชาวลัวะที่อยู่บริเวณเชิงดอยสุเทพ หลงใหลในพระนาง ได้ส่งฑูตมาเจรจาหลายครั้ง แต่พระนางได้ประวิงเวลาต่อมาได้ถึงเจ็ดปี ขุนหลวงวิลังคะจึงตัดสินใจทำสงคราม มหันตยศกุมารได้ขออาสาพระนางจามเทวีขี่คอช้างผู้ก่ำงาเขียว โดยมีอนันตยศนั่งกลางช้างเข้าต่อสู้ ขุนหลวงวิลังคะพ่ายแพ้ ชาวลัวะบางส่วนหนีไปอยู่ตามป่าเขา บางส่วนเข้ามาอยู่ในปกครองของพระนางจามเทวี โดยแต่งตั้งให้ขุนลัวะปกครองกันเอง แต่ต้องส่งส่วยให้เมืองหริภุญชัยเป็นประจำ
ต่อมาพระนางจามเทวีได้มอบราชสมบัติให้มหันตยศ แล้วทรงบำเพ็ญแต่ในพระราชกุศล ทางด้านพระศาสนา ทรงสร้างวัดวาอารามเป็นอันมาก ทรงรักษาอุโบสถศีล และทรงธรรมเสมอมิได้ขาด ทรงบริจาคทรัพย์แจกจ่ายแก่ยาจก วณิพกทั่วไปมิได้ขาด บรรดาเสนาอำมาตย์ราชมนตรี และชาวพระนครก็พากันประพฤติปฏิบัติตามพระนาง เป็นที่พุทธปุปถัมภก ยกย่องพระศาสนารุ่งเรืองวัฒนาสืบต่อมา
เมื่อเมืองหริภุญชัยเจริญมั่งคงแล้ว ก็ได้ขยายอำนาจออกไปสร้างเมืองเขลางค์นครในที่ราบลุ่มแม่น้ำวัง โดยได้รับการสนับสนุนจากสุพรหมฤาษีแห่งเขลางค์บรรพต เพื่อให้อินทรวรกุมาร (อนันตยศ) โอรสองค์เล็กไปครอง เจ้าอนันตยศได้ขอคณะสงฆ์ และครูพราหมณ์ไปสืบศาสนาในเขลางค์นคร และได้สร้างเมืองขึ้นทางทิศใต้อีกเมืองหนึ่งชื่อ อลัมพางค์นคร
พระนางจามเทวีเสด็จมาประทับอยู่ที่เขลางค์นครได้ ๖ พรรษา จึงเสด็จกลับไปเมืองหริภุญชัย และสวรรคตเมื่อ พระชนมายุได้ ๙๒ พรรษา

วิหารวัดประตูป่า อุโบสถ วัดประตูป่า ธรรมมาสหลวง เจดีย์วัดประตูป่า ซุ้มทางเข้าเจดีย์ หอจุดเทียน หอธรรมวัดประตูป่า พระประธานในโบสถ หีบธรรม คัมภีร์โบราณ
หอระฆัง หอประดิษฐานรูปเหมือนครูบาธรรมชัย กำแพงเก่า สระน้ำ
 กลุ่มอาคารและ โบราณวัตถุ ที่สำคัญ วัดประตูป่า
หอระฆัง


เหตุการณ์ช่วงปีในพื้นที่ระยะทุก๑๐ปี
เหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่อง และเวลาที่ผ่านไป คนยอง ประตูป่าจากบ้านป่าม่วง ได้อาศัยพื้นที่อันอบอุ่นเมืองหละปูนมายาวนาน ได้ผ่านกาลเวลา เหตุการณ์ต่างๆที่จะกล่าวถึงนี้ เป็นเสมือนผู้มาเยือน ผ่านมาและก็ผ่านไป หลายปีที่แสนจะดีใจและหลายปีที่แผ่นดินร้องไห้ คนยองในพื้นที่นั้น จากบ้านเกิดเมืองนอนมาแสนไกล ปัจจุบันนั้น ได้สร้างถิ่นฐานใหม่ภายใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวทุกรัชกาล


เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๒๙๐
พ.ศ.๒๒๙๗ เกิดการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ใหม่ขึ้นปกครองกรุงอังวะ ตั้งเมืองหลวงใหม่ ณ เมืองอมรปุระ พระเจ้าอลองพญาผู้เป็นต้นวงศ์ต้องใช้เวลาหลายปีในการปราบจราจลที่เกิดขึ้นทุกหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร ในขณะนั้นเมืองเชียงใหม่และเมืองลคอนต่างเป็นเมืองเอกราช เมืองหละพุรยังอยู่ในอำนาจการปกครองของพวกพม่าเมืองหงสาวดี ส่วนเมืองแพ่และเมืองน่านนั้นอยู่ในความดูแลของพม่าเมืองเชียงแสนซึ่งมาจากกรุงอังวะ ทำให้หัวเมืองต่างๆในแผ่นดินล้านนาแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าหารวมกันได้ไม่ พวกพม่าที่เข้ามาปกครองเมืองทั้งหลายนั้นเห็นว่าแผ่นดินไม่มั่นคงเหมือนแต่ก่อน ต่างก็ช่วงชิงกันเป็นใหญ่กดขี่ข่มเหงชาวล้านนาให้เป็นที่เดือดร้อนกันทั่ว

พ.ศ.๒๓๐๓ เมืองต่างๆที่ถูกกดขี่จากพวกพม่าก็พร้อมใจกันฟื้นม่านขับไล่ชาวพม่าออกไป พระเจ้ากรุงอังวะจึงตั้งโป่อัมมกามณีเป็นแม่ทัพใหญ่นำทัพ ๙ ทัพมีกำลังหมื่นสามพัน
ในปี พ.ศ.๒๓๐๔ ทัพหลวงถึงเมืองเชียงใหม่ในเดือน ๓ ขึ้น ๘ ค่ำ ล้อมอยู่ได้ ๕ เดือน ๑๔ วัน เมืองเชียงใหม่ขอเป็นไมตรี ทัพจึงยกลงมาทางเมืองหละพุร เมืองลคอน เมืองแพ่ เมืองน่าน ได้เมืองต่างๆทั้งหมด
พ.ศ.๒๓๐๕ เกิดเหตุจลาจลขึ้นอีกในกรุงอังวะ ทัพใหญ่ได้แบ่งทัพ ๓ ทัพยกกลับพม่าส่วนทัพที่เหลือนั้นตั้งปกครองอยู่ในแต่ละเมือง ภายในเมืองแพ่นั้นแม่ทัพใหญ่ชาวพม่าได้ตั้งให้พระยาแสนซ้ายผู้มีชื่อว่า มังไชย ขึ้นปกครองเมืองแพ่ ขณะนั้นทางด้านเมืองลคอนเจ้าเมืองชื่อ ชายแก้ว เกิดเหตุวิวาทกันกับเจ้าเมืององค์เดิมชื่อว่า ท้าวลิ้นก่าน ทั้งสองสู้รบกันฝ่ายชายแก้วแพ้จึงพาญาติพี่น้องหนีมาทางเมืองแพ่ ชายแก้วและนายพ่อเรือนสองคนพี่น้องได้ขอกำลังจากพญามังไชย ๒๕๐ คนไปรบชิงเอาเมืองคืน ต่างสัญญาว่าจะเป็นมิตรต่อกันสืบไปภายหน้า ครั้นนำกำลังออกสู้รบนายพ่อเรือนถูกปืนยิงถึงแก่ชีวิต ชายแก้วจึงหนีกลับมาอยู่เมืองแพ่อีก ทางด้านพม่าเมื่อเหตุการณ์เป็นปกติ พระเจ้ากรุงอังวะแต่งทัพใหญ่สี่ทัพกำลังสี่พันเพื่อมาเอาเมืองล้านนามีโป่อะเกียะคามุนียกมาทางเมืองเชียงใหม่โป่มหามังคละเป็นยกมาทางเมืองเชียงแสน ทัพโป่อะเกียะคามุนีตีเมืองเชียงใหม่ได้ในเดือน ๑๑ แรม ๘ ค่ำ พ.ศ.๒๓๐๖ จากนั้นยกลงมายึดเมืองหละพุร และเมืองลคอน

ฝ่ายโป่มหามังคละเมื่อตีเมืองเชียงแสนได้ก็ลงมาทางเมืองแพ่ พญามังไชยไม่คิดต่อสู้ เมื่อทัพพม่าเข้าเมืองก็ทราบว่าชายแก้วผู้เป็นเจ้าเมืองลคอนอยู่ในที่นั้นด้วยจึงเรียกหาตัว แม่ทัพพม่าเห็นลักษณะชายแก้วเป็นผู้มีอัธยาศัยดีจึงให้กลับไปปกครองเมืองลคอนดังเดิม ฝ่ายท้าวลิ้นก่านไม่ยอมจึงเกิดวิวาทกันอีก แม่ทัพจึงตัดสินให้ทั้งสองดำน้ำแข่งกัน ชายแก้วชนะท้าวลิ้นก่านจึงถูกประหารชีวิต เมื่อได้ขึ้นนั่งเมืองอีกครั้งชายแก้วได้รับการตั้งให้เป็น เจ้าฟ้าหลวงสิงหราชธานี ครองเมืองลคอนต่อไป ประวัติของเจ้าฟ้าหลวงชายแก้วดำน้ำกับท้าวลิ้นก่านนั้นใกล้เคียงกับบทร้องเบิกตอนพระพุทธเจ้าผจญมารบทหนึ่งดังนี้
เภลา ภมาลา ภมาร แม่เผิ้งค่ดี แมงพู่ค่ดี ภมาลา ภมาล แม่เผิ้งแลแมงพู่บินภพรู่ชมดวง (ขึ้น) ภมาโล ภมาลด แม่เผิ้งแลแมงพู่บินภพรู่แอ่วล่าเหล้ร เอารศแล้ว บินสอดเสี้ยวร้องรอดแอ่วไพมา อันนิหนา อันนินา หากเปนนิมิตมาแต่เคล่าปางเมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัศสัพพัญญู ท่านค่สัฏฐิตน์นั่งแล้ว สัฏฐิตนั่งเหนือแท่นแก้วแทบเคล้าไม้ โพธิบัลลังกาน ยามนั้นหนา ยามนั้นนา มาลาธิราช ผู้ใจหานเคียดกล้า ลุกแต่ฟ้าหยาดลงมา ว่าแท่นแก้วอันนิหนา ว่าแท่นแก้วอันนินา หากเปนของเราแต่เคล้า ลวดเถียงกันตานต่อ ว่าเจ้าสิธาตนิหนอ ว่าเจ้านินอ บ่ชอบตามธัมม์แท้แลนา (ขึ้น) ยามนั้นนานา หมู่เสิกมานมาหนาหนำหลายโกฎกอง อินทาพรมลวดร้อรพ่ายพั่งหนี ลวดรารสมเด็จพระมุนีตนประเสิฐ อยู่ตน ๑ ตนเดียว ปุรสดุ้งไจยวอยๆ วิงเปนทุกข้องวอนไจยเช่นแลนา เท่ายังมีสัตน้ำหลายสิ่ง มาร่ำร้องว่าอดเทอะหนา อดเทอะเจ้าแถมสบึด ๑ จักประจนแพ้แล้ว ฝูงหมู่มาน บัดนินา สาสนาพระติไถยยังเรืองไสบ่เส้า จุ่งเอากันรีบหนี ทานรักสาสิล เมตตาภาวนาไปไจ้ๆ ค่เที่ยงว่าจักได้พ้นรอดจอดเถิงเวียงแก้วยอดเนรัพพาน (ขึ้น) ภมาเร ภมารินโท ชรทา ชรทา ชรทา ชรโท ชรเท ชรินโท มัทธุร มัทธุรา มัทธุร หวานยิ่งกว่าอ้อย หวานจจ้อยยิ่งกว่าอ้อยทังมวรแลนา มัทธุโร มัทธุรด หวานจจ้อยยิ่งกว่าอ้อยทังมวร เราทั้งหลายบ่ควรประหมาด ชีวิตอาดยังมี สาสนาพระสากยะมุนี ยังตั้งอยู่ จุ่งเอากันรีบหนี ทานรักสาสิลเมตตาภาวนาไพไจ้ๆ ค่เที่ยงว่าจักได้พ้นรอดจอดเถิงเวียงแก้วยอดเนรัพพาน หวานยิ่งกว่าทังมวรแงนา มธุเร มธุรินโท (เถ้อก) อมิตตตาสรทเม วภูสุทเมทเมทนิมัณดลพหจักกวาฬมหาสมุทา (เถ้อก) อุททังคคัมภิรังติเรอเนคคิรินิทิปันนคูหาหิมวันตา ปัพพัตตัสสชวคิริรินโท โอนมิติ (พู่ชมดวงสุดหนี้แล)

เมื่อพม่าได้เมืองแพ่แล้วก็ยกไปทางเมืองน่านและเมืองหลวงพระบางมีโป่น่านอเป็นแม่ทัพกวาดเอาไพร่ประมาณสี่ร้อยห้าร้อยเอาไปถวายพระเจ้ากรุงอังวะ ครั้นถึงเดือน ๘ ขึ้น ๖ ค่ำ ทัพพม่าจากเมืองหลวงพระบางก็ยกมาตั้งอยู่ ณ วัดพระธาตุลำพางหลวง เมืองลคอนแล้วจัดเอาริพลจากหัวเมืองล้านนาทั้งหมด ๕๗ หัวเมืองยกลงไปเอาเมืองอยุธยาในเดือน ๓ ขึ้น ๕ ค่ำ พ.ศ.๒๓๐๗ กองทัพเมืองแพ่มีคนสามร้อยเศษ ยกไปตั้งค่ายอยู่ตำบลบ้านโพธิ์งามและได้ไปรบกับค่ายบ้านบางระจัน ต่อมาได้ยกไปตั้งอยู่ค่ายโพธิ์สามต้นฟากตะวันออก พญามังไชยเห็นว่าไม่ควรที่จะรบพุ่งกันจึงได้หนีกลับมาทางแขวงพระพุทธบาทแล้วเขียนหนังสือปักเอาไว้ว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม(เมืองอยุธยา)มีคุณแก่ข้าพระพุทธเจ้ามาก ข้าพระพุทธเจ้าไม่อยู่รบกรุงเทพมหานครด้วยพม่าแล้ว พวกพม่ายกติดตามพญามังไชยไปแต่ก็สู้ไม่ได้จึงปล่อยให้พญามังไชยกลับเมืองแพ่ไป
ยามนั้นในเมืองล้านนาพวกม่านได้บังคับขูดรีดเบี้ยเงินจากชาวบ้าน ฉุกคร่าหญิงสาว ทำให้ท้าวพระยาทั่วทุกหัวเมืองไม่อาจทนอยู่ได้จึงพร้อมกันฟื้นม่านอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๓๐๘ ประจวบกับการสวรรคตของพระเจ้ากรุงอังวะ เมืองล้านนาจึงเป็นเอกราชอยู่ได้สองปี จนกระทั่งถึงปีพ.ศ.๒๓๑๐ โป่อะเสหงวนเป็นแม่ทัพใหญ่มีกำลังหนึ่งหมื่นยกมาตีเมืองล้านนาได้ทั้งหมดและเกณฑ์ทัพเมืองต่างๆลงไปรบเอาเมืองอยุธยา เมื่อได้เมืองแล้วก็จับเอาเจ้าฟ้าดอกเดื่อไปไว้เสียที่เมืองอังวะ ภายหลังพระยาตากสามารถกอบกู้เอกราชกลับคืนมาและย้ายเมืองหลวงไปอยู่ ณ เมืองธนบุรี เฉลิมพระนครใหม่ว่า กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

ปีพ.ศ.๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงยกทัพขึ้นมาปราบชุมนุมเจ้าพระฝางทางภาคเหนือ เมื่อยกมาถึงเมืองพิชัย พญามังไชย เจ้าเมืองแพ่ได้ลงไปสวามิภักดิ์ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งให้เป็น พระยาศรีสุริยวงศ์ โปรดให้ครองเมืองแพ่ต่อไป หลังจากนั้นกองทัพไทยได้ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ พระโกสาปานเป็นหัวหน้ามีพล ๗๐๐๐ ตั้งทัพอยู่ ๙ วันไม่สามารถตีเมืองได้ และถูกทัพเชียงใหม่ตีแตกในวันอังคารเดือน ๗ ออก ๑๑ ค่ำ กองทัพเชียงใหม่ตามรบยังทุ่งพระบาท ปืนถูกนายกองซ้ายชาวอยุธยาสิ้นชีวิต

เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๐๐
ครูบาเหล็กจากเมืองยองจำพรรษาที่บริเวณลำเหมืองป่าไม้แดง

ครูบาเหล็ก(พ.ศ.๒๓๐๑-๒๓๒๑) ปกครองวัด ๒๐ ปี
ครูบาเหล็กเป็นพระเถระชาวยองบ้านประตูป่า เมืองยองประเทศพม่า ได้นำชาวบ้าน
อพยพมาอยู่แถบบริเวณปากลำเหมืองไม้แดง พ.ศ. ๒๓๐๑-๒๓๒๑ รวมเวลา ๒๐ ปี

ไทยเขินอพยพมาจากเชียงตุง
ชุมชนชาวไทเขิน อยู่บริเวณวัดขี้เหล็กหลวง (อินทราราม) ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม ชาวไทเขินเหล่านี้ อพยพมาจากเมืองเขมรัฐเชียงตุง เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๐๐ ต่อมาเมื่อพระเจ้า อินทวิชยานนท์ไปตรวจราชการ เกิดความพอพระทัยจึงสร้างพระวิหารขึ้นใหม่แทนวิหารเดิมที่ถูกแม่น้ำปิงกัดเซาะ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๐ พระราชชายาเจ้าดารารัศมีโปรดให้สร้างใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอินทาราม
http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/chiangmai4.htm


ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง
สงครามคราวพม่าตีนครลำปาง และป่าซาง (พ.ศ.๒๓๓๐) หลังจากพระเจ้าปะดุงพ่ายแพ้กองทัพไทยในสงครามเก้าทัพ (พ.ศ.๒๒๒๘) และสงครามที่ท่าดินแดง (พ.ศ.๒๓๒๙) แล้วบรรดาหัวเมืองประเทศราชต่าง ๆ ของพม่า ลื้อ เขิน แถบเมืองเชียงตุง เชียงรุ้ง เมืองสาด เมืองปุ ก็พากันแข็งเมือง พระเจ้าปะดุงจึงให้ยกทัพไปปราบปรามใน ปี พ.ศ.๒๓๓๐ โดยมีหวุ่นยีมหาชัยสุระเป็นแม่ทัพใหญ่ คุมกำลังพล ๔๕,๐๐๐ คน ลงมาทางหัวเมืองใหญ่ และส่วนหนึ่งยกมาทางหัวเมืองล้านนาไทย จอข่องนรทา เป็นแม่ทัพคุมกำลัง ๕,๐๐๐ คน ยกมายึดเมืองฝางไว้เป็นแหล่งชุมนุมพล และเสบียง รอกำลังส่วนใหญ่เข้าตีนครลำปาง
ฝ่ายโปมะยุง่วน เจ้าเมืองเชียงใหม่ได้หลบหนีกองทัพไทยไปอยู่เมืองเชียงแสน มีกำลังรักษาเมืองไม่มาก ทำให้พระยาแพร่ และพระยายองเห็นเป็นโอกาสเข้าโจมตีเมืองเชียงแสน โปมะยุง่วนหนีไปอยู่กับพระยาเชียงราย ถูกพระยาเชียงรายคุมตัว ส่งให้พระยาแพร่กับพระยายอง แล้วถูกนำตัวส่งให้เจ้ากาวิละที่นครลำปาง ทางนครลำปางจึงคุมตัวส่งไปถวายยังกรุงเทพ ฯ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้เจ้ากาวิละ แบ่งครอบครัวจากนครลำปางส่วนหนึ่ง ขึ้นไปรักษาเมืองเชียงใหม่ และโปรดให้เจ้าคำโสมอนุชาเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองสืบแทน เจ้ากาวิละเห็นว่ามีกำลังน้อยไม่เพียงพอที่จะรักษาเมืองเชียงใหม่ ที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม เพราะเป็นเมืองร้างมาหลายปี จึงอพยพครอบครัวไปตั้งอยู่ที่ป่าซางก่อนเป็นการชั่วคราว โดยมีกำลังจากเมืองสวรรคโลก และกำแพงเพชรยกมาช่วยป้องกัน ในระหว่างนี้ได้รวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายบริเวณชายแดนมาอยู่ในเมือง ตามนโยบายที่เรียกว่า เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง
ในฤดูแล้ง ปี พ.ศ.๒๓๓๐ กองทัพของหวุ่นยีมหาสุรชัย ยกลงมาจากเมืองเชียงตุง เข้ายึดเมืองเชียงใหม่คืน โดยเข้าตีเมืองเชียงราย แล้วสมทบกับกองทัพของจอข่องนรทาที่ฝาง รวมกำลังได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ยกลงมาทางเมืองพะเยา เข้าตีนครลำปาง ส่วนทางป่าซาง ให้ยีเข่งอุเมงคีคุมกำลัง ๑๖,๐๐๐ คน จากเมืองเมาะตะมะเข้าโจมตีแล้วล้อมไว้ ไม่ให้ยกกำลังไปช่วยนครลำปางได้
สมเด็จพระบวรราชมหาสุรสีหนาท ยกกำลังจากกรุงเทพ ฯ มาช่วย โดยได้โอบล้อมพม่าไว้อีกชั้นหนึ่ง แล้วให้สัญญาณกำลังในเมืองตีกระหนาบออกมาพร้อมกัน ฝ่ายพม่าแตกหนีไปเชียงแสน ส่วนที่ป่าซางทางกรุงเทพ ฯ ก็ได้ยกกำลังไปช่วยตีกระหนาบ จนข้าศึกแตกพ่ายไปเช่นกัน
หลังจากเสร็จศึกครั้งนี้แล้ว เจ้ากาวิละเจ้าเมืองเชียงใหม่ และเจ้าคำโสมเจ้านครลำปางได้พาพระอนุชา (เจ้าเจ็ดตน) เข้าเฝ้าสมเด็จพระบวรราชเจ้า ฯ แล้วถวายพระพุทธสิหิงค์ให้อัญเชิญไปประดิษฐานที่กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่นั้นมา
พ.ศ.๒๓๓๗ เจ้ากาวิละ ได้เรียกอนุชาทั้งหกเข้าเฝ้า แล้วให้โอวาทให้มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี มีสาระสำคัญตอนหนึ่งว่า
ตั้งแต่เจ้าเราทั้งหลายไปภายหน้าสืบไป ถึงชั่วลูก ชั่วหลาน เหลน หรีด หลี้ ตราบสิ้นราชตระกูลแห่งเราทั้งหลาย แม้นว่าลูกหลาน เหลน หรีด หลี้ บุคคลใดยังมีใจใคร่กบฏ คิดสู้รบกับพระมหากษัตริย์เจ้าแห่งราชวงศ์จักรี แล้วเอาตัวและบ้านเมืองไปพึ่งเป็นข้าบ้าน ข้าฮ่อ ข้ากูลา ข้าแก๋ว ข้าญวน ขอผู้นั้นให้วินาศฉิบหายตายวาย พลันฉิบหายเหมือนกอกล้วย พลันม้วยเหมือนกอเลา กอคา ตายไปแล้ว ก็ขอให้ตกนรกแสนมหากัปป์ อย่าได้เกิดได้งอก..... ผู้ใดยังอยู่ตามโอวาทคำสอนแห่งเรา อันเป็นเจ้าพี่ก็ขอให้อยู่สุข วุฒจำเริญ ขอให้มีเตชะฤทธี อนุภาพปราบชนะศัตรู มีฑีฆา อายุมั่นยืนยาว
http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/lampang2.htm

เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๑๐
ปีพ.ศ.๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงยกทัพขึ้นมาปราบชุมนุมเจ้าพระฝางทางภาคเหนือ เมื่อยกมาถึงเมืองพิชัย พญามังไชย เจ้าเมืองแพ่ได้ลงไปสวามิภักดิ์ขอเป็นข้าขอบขัณฑสีมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่งตั้งให้เป็น พระยาศรีสุริยวงศ์ โปรดให้ครองเมืองแพ่ต่อไป หลังจากนั้นกองทัพไทยได้ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ พระโกสาปานเป็นหัวหน้ามีพล ๗๐๐๐ ตั้งทัพอยู่ ๙ วันไม่สามารถตีเมืองได้ และถูกทัพเชียงใหม่ตีแตกในวันอังคารเดือน ๗ ออก ๑๑ ค่ำ กองทัพเชียงใหม่ตามรบยังทุ่งพระบาท ปืนถูกนายกองซ้ายชาวอยุธยาสิ้นชีวิต
ปีพ.ศ.๒๓๑๕ โป่สุพลานำทัพพม่ามาตีเมืองลับแลและเมืองพิชัย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ยกกองทัพไทยขึ้นมารบสามารถตีเมืองคืนได้ เมื่อทัพยกขึ้นมาทางเมืองลคอน เจ้าน้อยคำ โอรสของเจ้าฟ้าหลวงชายแก้วพร้อมกับพี่น้องทั้งมวลขอสวามิภักดิ์ ครั้งนั้นกองทัพไทยสามารถยกขึ้นไปตีได้เมืองลำพูนและเมืองเชียงใหม่ในปี พ.ศ.๒๓๑๗ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าให้เจ้าเมืองต่างๆปกครองเมืองดังเดิมตั้งให้ เจ้าน้อยคำ เป็น พญากาวิละ ครองเมืองลคอน ตั้งพญาหละพุรเป็น พระยาอภัยวงศ์ ครองเมืองลำพูน ตั้ง พญาจ่าบ้าน เป็น พระยาวิเชียรปราการ ครองเมืองเชียงใหม่
ปีพ.ศ.๒๓๑๘ กองทัพพม่ายกมาล้อมเวียงเชียงใหม่ เมื่อได้เมืองแล้วยกลงมาทางเมืองลคอนแต่กองทัพไทยยกมาช่วยไว้ทัน ทางเมืองแพ่ พระยาศรีสุริยวงศ์ถูกพม่าจับตัวไปไว้ที่เมืองเชียงแสน ต่อมาก็หนีพม่ากลับมาได้ และได้ร่วมกับพระยาเชียงใหม่ พระยาลคอน พระยาน่าน และพระยาหลวงพระบางขับไล่พม่าออกไปจากแผ่นดินล้านนา

เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๒๐
ปีพ.ศ.๒๓๒๓ กองทัพไทยจากเมืองใต้ได้ยกขึ้นมาช่วยกองทัพเมืองล้านนาและเมืองหลวงพระบางไปรบพม่าที่สบกก เมืองเชียงแสน ทหารไทยมถึงเมืองล้านนาก็แย่งชิงทรัพย์สินของชาวเมืองและกระทำอนาจารสาวชาวบ้าน พญากาวิละรู้จึงเคืองพวกทหารไทยนักแล้วเอาไพร่พลไล่ฆ่าฟันทหารไทยตายไปมาก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงส่งกองทัพมาคุมตัวพญากาวิละลงไปไว้ที่กรุงสรีอโยทิยาลงโทษตัดขอบหูพญากาวิละนิดหนึ่ง ภายหลังก็ปลิอยตัวกลับมา

ครูบาสุรินทร์ (พ.ศ.๒๓๒๑-๒๓๖๔) ปกครองวัด ๔๓ ปี

ครูบาสุรินทร์ เป็นพระเถระชาวยองที่อพยพมากับครูบาเหล็ก โดยเป็นครูบาใบระกา
ช่วยงานครูบาเหล็กมาตลอด และได้เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา ปี พ.ศ. ๒๓๒๑- ๒๓๖๔ รวมเวลา ๔๓ ปี
(คำจารึกในใบลานใบปลาย ธรรม “เจตนาเภทา” จุลศักราช ๑๑๕๘ “สุริยะสามเณร ริกขิตตะ ปี รวายสี” )(คำจารึกในใบลานธรรม ชื่อ แปดหมื่นสี่พันขันธ์ “สุรินทภิกขุ เขียนปีเต่า สีจุลศักราช๑๑๙๔” )(คำจารึกในใบลานธรรม ชื่อ จริยาชาดก “สุรินทเขียนจุลศักราช ๑๒๐๓”)(คำจารึกในใบลานธรรมฎิกาธัมมจักก์ “สุริย เขียนปีร้วงเล้า จุลศักราช ๑๒๓๓”)


เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๓๐
สงครามคราวพม่าตีนครลำปาง และป่าซาง (พ.ศ. ๒๓๓๐)

หลังจากที่พระเจ้าปะดุงพ่ายแพ้แก่กองทัพไทยไปจากสงครามเก้าทัพ (พ.ศ. ๒๓๒๘) และสงครามที่ท่าดินแดง (พ.ศ. ๒๓๒๙) แล้ว บรรดาหัวเมืองประเทศราชลื้อ เขิน ของพม่าแถบเมืองเชียงตุง เชียงรุ้ง เมืองสาด เมืองปุก็พากันกระด้างกระเดื่องแข็งเมือง พระเจ้าปะดุงจึงโปรดให้ยกกองทัพไป ปราบปรามใน พ.ศ. ๒๓๓๐ โดยมีหวุ่นยีมหาชัยสุระเป็นแม่ทัพใหญ่ คุมรี้พล ๔๕,๐๐๐ คน ลงมาทางหัวเมืองไทยใหญ่ ครั้นยกมาถึงเมืองนายได้แบ่งกำลังออกเป็นสองส่วนออกปราบบรรดาหัวเมืองที่กระด้างกระเดื่อง สำหรับกองทัพพม่าที่ยกเข้าทางหัวเมืองลานนาไทย จอข่องนรทาเป็นแม่ทัพคุมรี้พล ๕,๐๐๐ คน ยกลงมายึดเมืองฝางไว้เป็นแหล่งชุมนุมพล และสะสมเสบียงอาหารไว้รอกำลังส่วนใหญ่เพื่อเตรียมเข้าตีนครลำปาง ฝ่ายโปมะยุง่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งหลบหนีกองทัพไทยไปอยู่เมืองเชียงแสนมีกำลังรักษาบ้านเมืองไม่มากนัก เพราะกำลังส่วนหนึ่งถูกเกณฑ์ไปช่วยทำนาที่เมืองฝาง จึงทำให้พระยาแพร่ ชือมังชัย และพระยายองเห็นเป็นโอกาสคุมกำลังเข้าโจมตีเมืองเชียงแสนโปมะยุง่วนสู้ไม่ได้หนีไปอาศัยอยู่กับพระยาเชียงราย จึงถูกพระยาเชียงรายควบคุมตัวส่งแก่ พระยาแพร่ และพระยายอง แล้วพระยาแพร่และพระยายองคุมตัวส่งแก่เจ้ากาวิละ ที่นครลำปางเนื่องจากเห็นว่าโปมะยุง่วนเป็นบุคลสำคัญระดับเจ้าเมือง ทางนครลำปางจึงคุมตัวส่งลงไปถวายยังกรุงเทพฯ การจับโปมะยุง่วนเป็นเชลยได้ กลายเป็นผลดีต่อฝ่ายไทยอย่างมาก เพราะได้นำตัวไปสอบสวนข้อราชการสงคราม ทำให้ทราบข่าว แน่ชัดว่า พม่าเตรียมกองทัพเข้ามาตีนครลำปางในฤดูแล้ง เมื่อตีได้แล้วก็จะกลับไปตั้งมั่นอยู่ที่เชียงใหม่ อีกครั้งหนึ่ง(คำให้การของโปมะยุง่วนต่อมากลายเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ฉบับหนึ่ง ที่เรียกว่า คำให้การของชาวอังวะ) การที่พม่ามีนโยบายเข้ามายึดเชียงใหม่เป็นที่มั่น นับว่าเป็นอันตรายต่อบรรดาหัวเมืองเหนือทั้งปวง ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงคิดหาทางป้องกันไว้ก่อน โดยมีพระบรมราชโองการให้เจ้ากาวิละแบ่งครอบครัวจากนครลำปางส่วนหนึ่ง ขึ้นไปรักษาเมืองเชียงใหม่ ส่วนทางเมืองนครลำปางโปรดให้เจ้าคำโสมอนุชา เจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองสืบแทน เนื่องจากมีกำลังน้อยเจ้ากาวิละเห็นว่าไม่เพียงพอที่จะรักษาเมืองเชียงใหม่ ที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม เพราะเป็นเมืองร้างมาหลายปี ดังนั้นจึงอพยพครอบครัวไปตั้งที่ป่าซางก่อนเป็นการชั่วคราว โดยมีกองทหารจากเมืองสวรรคโลก และกำแพงเพชรยกขึ้นมาช่วยป้องกันบ้านเมือง ในระหว่างนั้นได้รวบรวมผู้คนที่กระจัดกระจายบริเวณชายแดน มาไว้ในบ้านเมืองตามนโยบายที่เรียกว่า "เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง" แต่ยังไม่ทันจะอพยพขึ้นไปตั้งมั่นที่เชียงใหม่ พม่าก็ได้ยกกองทัพมาโจมตีเสียก่อน ดังนั้นจึงตั้งมั่นอยู่ที่ป่าซางถึง ๕ ปี เศษ ครั้นถึงฤดูแล้ง พ.ศ. ๒๓๓๐ กองทัพของหวุ่นยีมหาชัยสุระยกลงจากเชียงตุงเข้ายึดเชียงใหม่คืน ตีเชียงรายแล้วเข้าสมทบกับกองทัพของจอข้องนรทาที่ฝาง รวมรี้พลได้ ราว ๓๐,๐๐๐ คน ยกลงมาทางเมืองพะเยา เข้าตีนครลำปาง ส่วนทางป่าซางพระเจ้าปะดุงทรงมีรับสั่งให้ยีแข่งอุเมงคีโป คุมกำลัง ๑๖,๐๐๐ คน* จากเมืองเมาะตะมะ เข้าโจมตีล้อมไว้ป้องกันมิให้ยกไปช่วยทางนครลำปาง ฝ่ายกองทัพพม่าที่ล้อมนครลำปาง เจ้าคำโสมได้นำทัพชาวเมืองต่อสู้ป้องกันบ้านเมืองไว้อย่างเข้มแข็ง พม่าพยายามเข้าปล้น เมืองหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จจึงตั้งค่ายล้อมไว้ให้ขาดเสบียงอาหาร ขณะนั้นทางกรุงเทพฯ กำลังเตรียมกองทัพจะไปตีเมืองทวาย ครั้นทราบข่าวการศึกทางหัวเมืองเหนือ จึงโปรดให้พระอนุชาธิราช สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ยกขึ้นมาช่วย พอยกขึ้นมาถึงนครลำปาง โปรดให้ตั้งค่ายโอบล้อม พม่าไว้อีกชั้นหนึ่ง เมื่อพร้อมแล้วก็ ส่งสัญญาณให้กองกำลังในเมืองตีกระหนาบออกมาพร้อมกัน พม่าสู้ไม่ได้จึงแตกพ่ายหนีกลับไปยัง เชียงแสน ส่วนที่ป่าซางกองทัพไทยก็ได้ยกขึ้นไปช่วยตีกระหนาบข้าศึกแตกพ่ายไป เช่นเดียวกัน ภายหลังเสร็จจากการศึกสงครามคราวนี้ เจ้ากาวิละเจ้าเมืองเชียงใหม่และเจ้าคำโสม เจ้าเมืองนครลำปาง ได้พาพระอนุชา (เจ้าเจ็ดตน) เข้าเฝ้าสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท แล้วถวายพระพุทธสิหิงค์ให้นำไปประดิษฐาน ณ กรุงเทพ ฯ มาจนกระทั่งทุกวันนี้

ในปีจุลศักราช ๑๑๘๑ (พ.ศ. ๒๓๓๗) เจ้ากาวิละได้เรียกพระอนุชาทั้ง ๖ เข้าเฝ้าแล้ว มีโอวาทคำสอน โดยมุ่งให้มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งมีสาระสำคัญ ตอนหนึ่งว่า
"ตั้งแต่เจ้าเราทั้งหลายไปภายหน้าสืบไป ถึงชั่วลูก ชั่วหลาน เหลน หลีด หลี้ ตราบสิ้น ราชตระกูลแห่งเราทั้งหลาย แม้นว่าลูกหลาน เหลน หลีด หลี้ บุคคลใดยังมีใจใคร่กบฏ คิดสู้รบกับ พระมหากษัตริย์เจ้า แห่งราชวงศ์จักรี แล้วเอาตัวและบ้านเมืองไปพึ่งเป็น ข้าม่าน ข้าฮ่อ ข้ากูลา ข้าแก๋ว ข้าญวน ขอผู้นั้นให้วินาศฉิบหาย ตายวาย พลันฉิบหายเหมือนกอกล้วย พลันม้วยเหมือนกอเลา กอคา ตายไปแล้วก็ขอให้ตกนรกแสนมหากัปป์ อย่าได้เกิดได้งอก ผู้ใดยังอยู่ตามโอวาทคำสอนแห่งเรา อันเป็นเจ้าพี่ ก็ขอให้อยู่สุข วุฒิจำเริญ ขอให้มีเตชะฤทธีอนุภาพปราบชนะศัตรูมีฑีฆา อายุมั่นยืนยาว"


สงครามคราวพม่าตีเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๓๔๐)
ภายหลังจากกองทัพพม่าพ่ายแพ้แก่กองทัพไทยไป เมื่อครั้งตีนครลำปางและป่าซาง ในปี พ.ศ. ๒๓๓๐ เจ้ากาวิละจึงได้อพยพผู้คนจากป่าซาง ขึ้นไปตั้งมั่นที่เชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๓๓๙ ยังจัดราชการบ้านเมืองไม่เป็นที่เรียบร้อย พม่าก็ยกกองทัพเข้ามาโจมตี ใน พ.ศ. ๒๓๔๐ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าปะดุงยังคิดเสียดายอาณาเขตในแคว้นลานนาไทยอยู่ จึงสั่งให้เนมะโยกยอดินสีหะสุระคุมกองทัพมาประชุมพลที่เมืองนาย รวมรี้พล ๕๕,๐๐๐ คน จัดเป็น ๗ กองทัพ พม่าจัดวางกำลังล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้อย่างแน่นหนาถึง ๓ ชั้น ประสงค์จะตีหักเอาเมืองให้ได้ แต่เจ้ากาวิละก็สามารถคุมกำลัง ป้องกันเมืองไว้ได้ ทางกรุงเทพฯเมื่อทราบข่าวศึกเมืองเชียงใหม่จึงโปรดให้สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จยกกองทัพขึ้นมาช่วยเหลือ ประชุมทัพที่นครลำปาง ส่งกองทัพหน้าเข้าตีค่ายพม่าซึ่งสกัดอยู่ที่ลำพูน และป่าซางแตกพ่ายไป แล้วกองทหารชาวนครลำปางได้สมทบกับกองทัพหลวง รวม ๔๐,๐๐๐ คน ยกขึ้นไปตีกระหนาบพม่าที่ล้อมเชียงใหม่แตกพ่ายไปอย่างยับเยิน จับเชลยอาวุธ และช้างม้าพาหนะไว้ได้จำนวนมาก สงครามขับไล่พม่าออกจากเขตแดนลานนาไทย (พ.ศ. ๒๓๔๕ - ๒๓๔๗) ภายหลังจากกองทัพพม่าพ่ายแก่กองทัพไทยในสงครามพม่าตีเชียงใหม่แล้ว ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๔๔ เจ้ากาวิละได้เกณฑ์กำลังจากหัวเมืองเหนือไปโจมตีเมืองสาด หัวเมืองประเทศราชของพม่าเป็นการตอบแทนบ้าง จับได้เจ้าเมืองกับลูกชายรวมทั้งทูตพม่าซึ่งส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีกับ ตังเกี๋ยลงไปถวายยังกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังกวาดต้อนครอบครัว ชาวเมืองสาดประมาณ ๕,๐๐๐ คน มาใส่บ้านเมือง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พระเจ้าปะดุงขัดเคืองมาก จึงโปรดให้อินแซะหวุ่น คุมกองทัพ ๔๐,๐๐๐ คน มาตีเชียงใหม่ ใน พ.ศ. ๒๓๔๕ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จยกกองทัพไทยขึ้นมาช่วยเหมือนครั้งก่อน ครั้นถึงเมืองเถินพระองค์ประชวรเป็นโรคนิ่ว ไม่สามารถ เสด็จต่อไปได้อีก จึงแต่ง กองทัพขึ้นมาสมทบกับกองทัพของนครลำปาง ขึ้นไปช่วยทางเชียงใหม่จนสามารถขับไล่พม่าแตกพ่ายไป เมื่อเสร็จสงคราม เจ้ากาวิละเจ้าเมืองเชียงใหม่ และเจ้าดวงทิพเจ้าเมืองนครลำปาง ได้พากันไปเฝ้าสมเด็จพระอนุชาธิราชที่เมืองเถิน ทรงมีรับสั่งให้ช่วยกันขับไล่พม่าออกจากเชียงแสนให้ได้ แล้วพระองค์เสด็จกลับถึงกรุงเทพ ฯ ได้ไม่นานก็ทิวงคต พอถึงฤดูแล้งกองทัพหลวงมีเจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์และเจ้าพระยายมราช พร้อมด้วยกองทัพของเชียงใหม่ นครลำปาง น่าน และเวียงจันทน์ ยกไปตีเชียงแสนใน พ.ศ. ๒๓๔๗ แต่ปรากฏว่าการบังคับบัญชากองทัพไม่เด็ดขาด เนื่องจากมีหลายกองทัพ ส่วนกองทัพวังหลวงที่ยกขึ้นไปนั้นก็ ไม่ตั้งใจทำสงครามอย่างเต็มที่ เนื่องจากถูกปรับโทษจากการยกไปตีเชียงใหม่ล่าช้า ตั้งล้อมเชียงแสนอยู่ได้ ๒ เดือน กองทัพชาวใต้ ได้เลิกทัพกลับเสีย ก่อนคงเหลือแต่กองทัพของลานนาไทย และ เวียงจันทน์ยังคงล้อมเชียงแสนต่อไป จนกระทั่งในที่สุดชาวเชียงแสนลักลอบเปิดประตูเมืองให้เนื่องจากเห็นว่าเป็นพวกเดียวกันจึงสามารถ ยึดเชียงแสนไว้ได้ เจ้ากาวิละสั่งให้รื้อกำแพงเมือง และทำลายเมืองเพื่อมิให้เป็นที่มั่นของข้าศึกอีกต่อไป แล้วอพยพครอบครัวชาวเชียงแสนลงมา ได้ครอบครัวประมาณ ๒๐,๐๐๐ คนแบ่งออกเป็น ๕ ส่วน ส่งลงไปกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่ง ซึ่งต่อมาได้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ในปัจจุบัน ที่เหลือส่งไปเวียงจันทน์ น่าน เชียงใหม่และนครลำปาง ชาวเชียงแสนที่อพยพลงมาอยู่ที่นครลำปางอาศัยอยู่แถบบริเวณวัดปงสนุกสืบต่อลูกหลานกันมา จนถึงปัจจุบัน
ความดีความชอบในครั้งนี้เจ้ากาวิละได้รับบำเหน็จความชอบมาก
โปรดให้สถาปนาเป็นพระเจ้าเชียงใหม่มีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช หลังจากตีเมืองเชียงแสนได้กองทัพของลานนาไทยประกอบด้วย เชียงใหม่ นครลำปาง แพร่ เมืองเถิน น่าน รวมทั้งกองทัพของลานช้างได้แก่ หลวงพระบางและเวียงจันทน์ ร่วมกันยกขึ้นไปตีเมืองยอง เมืองลื้อ เมืองเขิน เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงแขง ตลอดจนบรรดาหัวเมืองต่างๆ แถบไทยใหญ่ ลื้อ เขิน มาเป็นข้าขอบขัณฑสีมาของกรุงเทพฯ ทำให้อาณาเขตของ ไทยแผ่ออกไปกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าครั้งใดๆ นับตั้งแต่นั้นมาบรรดาหัวเมืองลานนาไทย ทั้งปวงจึงปลอดภัยจากการรุกรานของพม่าข้าศึก ด้วยเดชะพระบารมีแห่งบรมราชจักรีวงศ์
การจัดรูปการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล เพื่อความเข้าใจเรื่องนี้เสียก่อนในเบื้องต้น จึงขอนำคำจำกัดความของ "การเทศาภิบาล" ซึ่งพระยาราชเสนา (สิริ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) อดีตปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทยตีพิมพ์ไว้ ซึ่งมีความว่า "การเทศาภิบาล คือ การปกครองโดยลักษณะที่จัดให้มีหน่วยบริหารราชการ อันประกอบด้วยตำแหน่งข้าราชการต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นที่ไว้วางใจของรัฐบาลของพระองค์ รับแบ่งภาระของรัฐบาลกลาง ซึ่งประจำ แต่เฉพาะในราชธานีนั้นออกไป ดำเนินงานในส่วนภูมิภาคให้ได้ใกล้ชิดกับอาณาประชากร เพื่อให้เขาได้รับความร่มเย็นเป็นสุขและ เกิดความเจริญทั่วถึงกัน โดยมีระเบียบแบบแผนอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย จึงแบ่งเขตการปกครองโดยขนาดลดหลั่นกัน เป็นขั้นอันดับกันดังนี้คือ ส่วนใหญ่เป็นมณฑล รองถัดลงไปเป็นเมือง คือ จังหวัด รองไปอีกเป็นอำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จัดแบ่งหน้าที่ราชการเป็นส่วนสัดแผนกงานให้ สอดคล้องกับ ทำนองการของกระทรวงทบวงกรมในราชธานี และจัดสรรข้าราชการที่มีความรู้สติปัญญา ความประพฤติดี ให้ไปประจำทำงานตามตำแหน่งหน้าที่มิให้มีการก้าวก่ายสับสนกันดังที่เป็นมาแต่ก่อน เพื่อนำมาซึ่งความเจริญเรียบร้อยและรวดเร็วแก่ราชการและธุรกิจของประชาชน ซึ่งต้องอาศัยทาง ราชการเป็นที่พึ่งด้วย" จากคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้น ควรทำความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองแบบเทศาภิบาล ดังนี้ การเทศาภิบาล นั้นหมายความรวมว่า เป็น "ระบบ" การปกครองอาณาเขต ซึ่งเรียกว่า "การปกครองส่วนภูมิภาค" ส่วน "มณฑลเทศาภิบาล" นั้น คือส่วนหนึ่งของการปกครองแบบเทศาภิบาล ระบบเทศาภิบาลเป็นระบบที่รัฐบาลกลางจัดส่งข้าราชการส่วนกลางไปบริหารราชการในท้องที่ต่างๆแทนที่ส่วนภูมิภาคจะจัดปกครองกันเองเช่นที่เคยปฏิบัติมาแต่เดิม ซึ่งเรียกว่าการปกครองแบบ "กินเมือง" ดังนั้นระบบการปกครองแบบเทศาภิบาลจึงเป็นระบบการปกครองซึ่งรวมอำนาจเข้ามาไว้ ในส่วนกลาง และริดรอนอำนาจของเจ้าเมืองลงอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้มีข้อที่ควรทำความเข้าใจอีกประการหนึ่ง คือ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก่อนปฏิรูป การปกครองก็มีการรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลแล้ว แต่มณฑลสมัยนั้นหาใช่มณฑลเทศาภิบาลไม่ ดัง จะอธิบายโดยย่อดังนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงพระราชดำริจะจัดการปกครองพระราชอาณาจักรให้มั่นคง และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทรงเห็นว่าหัวเมืองอันมีมาแต่เดิมแยกกันขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยบ้าง กระทรวงกลาโหมบ้าง และกรมท่าบ้าง การบังคับบัญชาหัวเมืองในสมัยนั้นแยกกันอยู่ถึง ๓ แห่ง ยากที่จะจัดระเบียบปกครองให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนกันได้ทั่วราชอาณาจักร ทรงพระราชดำริว่าควรจะรวมการบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งปวง ให้ขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียว จึงมีพระบรมราชโองการแบ่งหน้าที่ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กับกระทรวงกลาโหมเสียใหม่ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ เมื่อได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยปกครองหัวเมืองทั้งปวงแล้ว จึงได้รวบรวมหัวเมืองเข้าเป็นมณฑลมีข้าหลวงใหญ่ เป็นผู้ปกครอง การจัดตั้งมณฑลในครั้งนั้นมีอยู่ทั้งสิ้น ๖ มณฑล คือ มณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพ มณฑลลาวพวนหรือมณฑลอุดร มณฑลลาวกาวหรือมณฑลอีสาน มณฑลเขมรหรือมณฑลบูรพา และมณฑลนครราชสีมา ส่วนหัวเมืองทางฝั่งทะเลตะวันตกรวมเป็นมณฑลภูเก็ต บัญชาการอยู่ที่เมืองภูเก็ต
การจัดรวบรวมหัวเมืองเข้าเป็น ๖ มณฑลดังกล่าวนี้ ยังมิได้มีฐานะเหมือนมณฑลเทศาภิบาล การจัดระบบการปกครองมณฑลเทศาภิบาลได้เริ่มอย่างแท้จริงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ เป็นต้นมา และก็มิได้ดำเนินการจัดตั้งพร้อมกันทีเดียวทั่วราชอาณาจักร แต่ได้จัดตั้งเป็นลำดับดังนี้ พ.ศ. ๒๔๓๗ เป็นปีแรกที่ได้วางแผนงาน จัดระเบียบการบริหารมณฑลแบบใหม่เสร็จ กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น ๓ มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีนบุรี มณฑลนครราชสีมา ซึ่งเปลี่ยนแปลงจากสภาพมณฑลแบบเก่า มาเป็นแบบใหม่และเมื่อโปรดเกล้าฯ
ให้โอนหัวเมืองทั้งปวงซึ่งเคยขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศมาขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวแล้ว จึงได้รวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลราชบุรีขึ้นอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. ๒๔๓๘ ได้รวบรวมหัวเมืองจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก ๓ มณฑล คือ มณฑลนครชัยศรี มณฑลนครสวรรค์ และมณฑลกรุงเก่าและได้แก้ไขระเบียบการจัดมณฑลฝ่ายทะเลตะวันตก คือตั้งเป็นมณฑลภูเก็ต ให้เข้ารูปลักษณะของมณฑลเทศาภิบาลอีกมณฑลหนึ่ง
พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้รวมหัวเมืองมณฑลเทศาภิบาลขึ้นอีก ๒ มณฑล คือ มณฑลนครศรีธรรมราช และมณฑลชุมพร

พ.ศ.๒๓๓๐ พญากาวิละ ผู้เป็นญาติของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนำพญาแพร่ พญายอง พญาเชียงราย ลงไปเฝ้า ณ กรุงเทพมหานคร
พระองค์พระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่เจ้าเมืองต่างๆ แล้วโปรดให้พญายองขึ้นไปครองเมืองตามเดิม ส่วนพญาแพร่โปรดพระราชทานเคหะฐานบ้านเรือนให้กระทำราชการอยู่ที่พระนครเพราะยังมิวางพระทัย หลังจากนั้นพระองค์โปรดเกล้าแต่งตั้งให้ พญาแสนซ้าย ผู้เป็นน้อง พญามังไชย ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแพร่แทน ด้านพญากาวิละนั้นโปรดให้ขึ้นไปตั้งเมืองเชียงใหม่เนื่องจากร้างมานานหาผู้คนมิได้

พ.ศ.๒๓๓๑ พญาแสนซ้าย พญาน่าน พญาเชียงใหม่ พญาลคอนยกทัพไปรบพม่าที่เมืองเชียงแสนเพื่อนำผู้คนไพร่ไทยกลับคืนมาไว้ในเมือง เนื่องจากคราวทัพโป่พะคานแมงคียกมา และพญามังไชยถูกจับไป ทัพพม่ากวาดเอาชาวแพร่ชาวน่านขึ้นไปไว้เมืองเชียงแสนเกือบหมดเมือง แต่ไม่สามารถเข้าเมืองเชียงแสนได้ จึงเลิกทัพกลับมา
พ.ศ.๒๓๓๗ พญาแพร่และพญาน่านขึ้นไปรบที่ถาแม่ลัว เมืองเชียงแสนกวาดเอาคนลงมาไว้ที่เมืองแพร่เมืองน่าน ๔๐ คนครัว

เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๔๐

สงครามคราวพม่าตีเชียงใหม่ (พ.ศ.๒๓๔๐)

พระเจ้ากาวิละได้อพยพผู้คนจากป่าซางขึ้นไปตั้งมั่นที่เชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๙ พม่าได้ยกกองทัพมาโจมตีเมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๐ โดยมาประชุมทัพที่เมืองนาย มีกำลังพล ๕๕,๐๐๐ คน จัดเป็นเจ็ดกองทัพได้เข้าล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้อย่างแน่นหนาถึงสามชั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เสด็จยกกองทัพขึ้นไปช่วยเหลือ ได้ประชุมทัพที่นครลำปาง แล้วส่งกองทัพหน้าเข้าตีค่ายพม่า ซึ่งตั้งสกัดอยู่ที่ลำพูน และป่าซางแตกพ่ายไป แล้วกองทัพชาวนครลำปางได้สมทบกับกองทัพหลวง รวม ๔๐,๐๐๐ คน ยกขึ้นไปตีกระหนาบพม่าที่ล้อมเชียงใหม่แตกพ่ายไป จับได้เชลย อาวุธ และช้าง ม้า

สงครามขับไล่พม่าออกจากเขตแดนล้านนาไทย (พ.ศ.๒๓๔๕ - ๒๓๔๗ )
เมื่อปี พ.ศ.๒๓๔๕ เจ้ากาวิละ ได้เกณฑ์กำลังจากหัวเมืองเหนือไปตีเมืองสาด หัวเมืองประเทศราชของพม่า จับได้เจ้าเมือง บุตรชาย รวมทั้งฑูตพม่าที่ส่งไปเจริญสัมพันธไมตรีกับตังเกี๋ย ลงไปถวายยังกรุงเทพ ฯ นอกจากนี้ยังกวาดต้อนครอบครัวชาวเมืองสาด ประมาณ ๕,๐๐๐ คน ลงมาด้วย ทำให้พระเจ้าปะดุงขัดเคืองมาก จึงให้อินแซะหวุ่น คุมกำลัง ๔๐,๐๐๐ คน ยกมาตีเชียงใหม่ เมื่อ ปี พ.ศ.๒๓๔๕
สมเด็จพระบวรราชเจ้า ฯ ได้เสด็จยกกองทัพขึ้นไปช่วย ครั้นถึงเมืองเถิน พระองค์เกิดประชวรเป็นนิ่ว ไม่สามารถเสด็จต่อไปได้ จึงแต่งกองทัพขึ้นไปสมทบกับ กองทัพของนครลำปาง แล้วยกขึ้นไปช่วยเชียงใหม่ขับไล่พม่าออกไปได้ แล้วพากันไปเฝ้าพระอนุชาธิราชที่เมืองเถิน ทรงมีรับสั่งให้ช่วยกันขับไล่พม่าออกไปจากเชียงแสนให้ได้ พอถึงฤดูแล้ง ปี พ.ศ.๒๓๔๗ กองทัพหลวงจากกรุงเทพ ฯ พร้อมด้วยกองทัพจากเชียงใหม่ นครลำปาง น่าน

และเวียงจันทน์ ได้ยกไปตีเชียงแสน ตั้งล้อมอยู่สองเดือนจึงยึดเชียงแสนไว้ได้ เจ้ากาวิละสั่งให้รื้อกำแพงเมือง และทำลายเมืองไม่ให้ใช้เป็นที่มั่นของข้าศึกได้อีกต่อไป แล้วอพยพครอบครัวชาวเชียงแสนลงมาประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน แบ่งออกเป็นห้าส่วน ส่งลงไปกรุงเทพ ฯ ส่วนหนึ่งซึ่งต่อมาได้ไปตั้งถิ่นฐานที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ที่เหลือส่งไปอยู่ที่เวียงจันทน์ น่าน เชียงใหม่ และนครลำปาง ซึ่งได้อาศัยอยู่บริเวณวัดปงสนุก

เจ้ากาวิละได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าเชียงใหม่
ความดีความชอบในครั้งนี้ เจ้ากาวิละได้รับสถาปนาเป็น พระเจ้าเชียงใหม่ มีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช หลังจากตีเมืองเชียงแสนได้แล้ว กองทัพของล้านนาไทย ประกอบด้วย เชียงใหม่ นครลำปาง แพร่ เมืองเถิน น่าน รวมทัพกองทัพจากล้านช้างได้แก่ หลวงพระบาง และเวียงจันทน์ได้ร่วมกันยกไปตีเมืองยอง เมืองลื้อ เมืองเขิน เมืองเชียงตุง เมืองเชียงรุ้ง เมืองเชียงแขง ตลอดจนบรรดาหัวเมืองต่าง ๆ แถบไทยใหญ่ ลื้อ เขิน เข้ามาเป็นข้าขอบขัณสีมาของกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้ราชอาณาจักรไทยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวางใหญ่ไพศาล ยิ่งกว่าครั้งใด ๆ นับแต่นั้นมา หัวเมืองล้านนาไทยทั้งปวงก็ปลอดภัยจากการรุกรานของพม่า http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/oldcity/lampang2.htm

เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๔๐
คนยอง ๑๙,๙๙๙ คน เข้ามาแผ้วถางเมืองลำพูน

เมื่อเดือน ๗ (ราวเดือนเมษายน) ขึ้น ๕ ค่ำ ตรงกับวันจันทร์ พ.ศ.๒๓๔๘ พระเจ้ากาวิละได้มอบหมายให้เจ้าคำฟั่นและบริวารจากเมืองเชียงใหม่และเจ้าบุญมา น้องคนสุดท้องและบริวารจากเมืองลำปาง เจ้าเมืองยองพร้อมด้วยบุตรภรรยา น้องทั้ง ๔ ญาติพี่น้อง ขุนนาง พระสงฆ์และไพร่พลจากเมืองยองนับ ๑๙,๙๙๙ คน เข้ามาแผ้วถางเมืองลำพูนที่ร้างอยู่ จนถึงวันพุธขึ้น ๘ ค่ำ จึงเข้ามารื้อฟื้นลำพูนได้ พระสงฆ์จำนวน ๑๙๘ รูป สวดมงคลพระปริตรในที่ไชยยะมงคล ๙ แห่ง ในเมืองลำพูน

พระเจ้าเชียงใหม่ ปันที่ให้ชาวยองอาศัย
เจ้าเมืองยอง บุตรภรรยา ญาติพี่น้อง ขุนนาง และพระสงฆ์ระดับสูง ได้ตั้งเข้าอยู่บริเวณเวียงยอง ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำกวง ส่วนไพร่พลอื่นๆ ได้แยกย้ายกันออกไปตั้งในพื้นที่ต่างๆ ของลำพูน
การที่ชาวยองเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูนอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นจำนวนมาก ในระยะแรกกลุ่มเจ้าเจ็ดตนที่ปกครองเมืองลำพูนได้ยินยอมให้เจ้าเมืองยองและญาติพี่น้องมีบทบาท และมีส่วนร่วมในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งแตกต่างจากเจ้าเมืองอื่นๆ ที่อพยพมาในคราวเดียวกัน

สมัยของเจ้าอินทยงยศโชติ เมืองลำพูนมีประชากร ๑๙๙,๙๓๔ คน
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ในปี พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๔๕ ได้จัดทำสำมะโนประชากรในเมืองลำพูนเป็นครั้งแรก ในสมัยของเจ้าอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูนลำดับที่ ๙ พบว่ามีประชากรทั้งหมด ๑๙๙,๙๓๔ คน ส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากผู้คนที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งสอดคล้องกับที่ร้อยโท ดับเบิ้ลยู ซี แมคเคลาด์ (W.C McCloed) ข้าราชการชาวอังกฤษ ได้รายงานไว้ในช่วงระยะเวลาที่เดินทางเข้ามาในเมืองลำพูนในปี พ.ศ.๒๓๘๙
คนยอง หรือ ชาวยอง จึงเป็นประชากรส่วนใหญ่ของเมืองลำพูน ประชากรมากกว่าร้อยละ ๘๙ สืบเชื้อสายมากจากผู้คนที่อพยพมาจากเมืองยองและเมืองใกล้เคียง เช่น เมืองยู้ เมืองหลวย ในแถบหัวเมืองทางตอนบน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในสหภาพพม่าและสิบสองพันนาของจีน องค์ประกอบด้านประชากรจึงแตกต่างไปจากหัวเมืองอื่นๆ ในล้านนา การผสมผสานและการปรับตัวของคนยองในเมืองลำพูน จึงไม่ใช่เป็นลักษณะของคนส่วนน้อยในสังคม (Minority Group) ดังเช่น กลุ่มชาวเขิน ลื้อ ลวะ กะเหรี่ยง ยางแดง ไทใหญ่ หรือ เงี้ยว จีน หรือ ฮ่อ ที่อพยพเข้ามาในช่วงระยะเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้คนยองในเมืองลำพูน จึงยังคงรักษาลักษณะทางสังคมและวัฒนธรรมบางอย่าง เช่น ภาษาไว้ได้ค่อนข้างยาวนานจนถึงปัจจุบัน


เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๕๐
พ.ศ.๒๓๕๖ พระเจ้ากาวิละได้พาเจ้าสุริยวงศาเจ้าเมืองลำดับที่ ๓๔ และไพร่พลที่เหลืออยู่ลงมาที่เชียงใหม่ ลำพูน

เหตุการณ์สำคัญในปี พุทธศักราช ๒๓๖๐
ครูบาพิมพิสาร (๒๓๖๔-๒๔๐๕) ปกครองวัด ๔๑ ปี

ครูบาพิมพิสาร เป็นพระเถระชาวยองบ้านประตูป่า ป่าม่วงจุม – ป่าม่วงหลวง หัวเวียง
หละปูน ผู้ที่เป็นพระเถระลูกหลานชาวบ้านรุ่นแรกที่มีถิ่นฐานที่มั่นคงแล้ว ปี พ.ศ. ๒๓๖๔-๒๔๐๕ รวมเวลา ๔๑ ปี
(คำจารึกในใบลาน “ธรรมโควินทสูตร” “หนานสิทธิเขียนเมื่อปฏิบัติท่านเจ้าพิมพิสาร วัดประตูป่า”)

 

หน้าต่อไป >


วิหารวัดประตูป่า อุโบสถ วัดประตูป่า ธรรมมาสหลวง เจดีย์วัดประตูป่า ซุ้มทางเข้าเจดีย์ หอจุดเทียน หอธรรมวัดประตูป่า พระประธานในโบสถ หีบธรรม คัมภีร์โบราณ
หอระฆัง หอประดิษฐานรูปเหมือนครูบาธรรมชัย กำแพงเก่า สระน้ำ
 กลุ่มอาคารและ โบราณวัตถุ ที่สำคัญ วัดประตูป่า
หอระฆัง

 

 


วัดประตูป่า
( ป่าม่วงจุมหัวเวียงหละปูน )
เลขที่ ๙๕ หมู่ที่ ๔ บ้านประตูป่า ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ๕๑๐๐๐โทรศัพท์/โทรสาร (๐๕๓)
๕๓๑ ๐๖๕, มือถือ ๐๑ ๘๘ ๓๓ ๔๐๕
PRATUPA TEMPIE95 Moo 4 Baan Pratupa T.Pratupa A.Muang Lamphun 51000 THAILAND.
Tel / Fax : 6653 531 065 Mobile : 01 88 33 405

www.watpratupa.com
E-Mail : watpratupa@hotmail.com