www.60thcelebrations.com
หน้าแรก
ประวัติความสำคัญของวัด
ประวัติเจ้าอาวาสในอดีต
ประวัติเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน
ประเพณีและเทศกาล
กิจกรรมร่วมกับชุมชน
วิถีชุมชนประตูป่า
โรงเรียนวัดประตูป่า
ข้อมูลบ้านประตูป่า
แผนที่
Contact
 

ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมสำคัญในจังหวัดลำพูน
ประเพณีการทานสลากย้อม
การทานสลากย้อม ภาคเหนือนิยมเรียกว่า “การทานก๋วยสลาก” สำหรับจังหวัดลำพูน โดยเฉพาะที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ทำเป็นประเพณีทุกปี (ปัจจุบันการทานสลากย้อมยังมีอยู่บ้าง แต่ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากสลากย้อมเป็นสลากที่มีขนาดใหญ่และต้องใช้เวลามากในการจัดเตรียมข้าวของและจัดทำสลากดังกล่าวนี้) คือการทานสลากภัตต์ในวันเพ็ญเดือนสิบ ส่วนวัดอื่นๆจะทานก็ได้ไม่ทานก็ได้ แล้วแต่การตกลงของชาวบ้าน ถ้าวัดใดจะทานสลากต้องทานหลังจากวัดพระธาตุหริภุญชัยทานแล้วถือเป็นประเพณีปฏิบัติจนถึงทุกวันนี้
การทานสลากย้อมเป็นทานใหญ่ชนิดหนึ่งที่ต้องใช้เงิน ใช้เวลาในการแต่งดา โดยเฉพาะในตำบลริมปิง ตำบลประตูป่า และตำบลอุโมงค์อำเภอเมืองลำพูน ในการทานสลากของเขามีการทานสลากย้อมด้วย การทานสลากย้อมนี้ โดยในอดีตเชื่อกันว่าเป็นหน้าที่ของหญิงสาวที่จะพึงทานโดยเฉพาะ ฉะนั้น

เมื่อหญิงสาวคนใดอายุขัยอยู่ในวัยการเป็นสาว มีความสามารถพอที่จะทำงานได้ พ่อแม่ก็จะแนะนำให้ลูกทราบถึงหน้าที่ที่หญิงสาวพึงปฏิบัติเป็นเบื้องแรก คือการเก็บหอมรอมริบเงินทองที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เพื่อรักษาไว้ทานสลากย้อม โบราณกล่าวว่าหญิงใดยังไม่ได้ทานสลากย้อมหญิงนั้นไม่สมควรจะแต่งงาน ถ้าหญิงใดทานสลากย้อมแล้วเขาถือว่าแต่งงานเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีได้ เพราะประเพณีทำให้เกิดผลดี คือเป็นการหัดให้เด็กรู้จักการเก็บหอมรอมริบ รู้จักมัธยัสถ์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการเก็บเงินเพื่อทำสลากย้อมประมาณ ๔ - ๕ ปี พอจะทำนิสัยมัธยัสถ์เกิดขึ้นได้ เมื่อหญิงสาวมีเงินพอที่จะทานสลากย้อมแล้ว เขาจะเริ่มซื้อของตระเตรียมไว้ทีละเล็กละน้อยตั้งแต่สร้อยคอท้องคำ เข็มขัดเงิน และเครื่องเรือนครบทุกชิ้น นอกนั้นเป็นส้มสูกลูกไม้ โดยเฉพาะกล้วยใส่ทั้งเครือ มะพร้าวใส่ทั้งทะลาย และยังมีขนมนมเนยทุกอย่างใส่อีกด้วย ต้นสลากย้อมนิยมทำสูงประมาณ ๕ - ๖ วา ที่สุดยอดของต้นสลากย้อมนี้ เขามักปักร่มกางกั้นไว้ ตามกลอนและเชิงชายของร่ม จะห้อยย้อยไปด้วยสร้อยคอ และเข็มขัดตลับเงินและเงินเหรียญประดับประดาอย่างสวยงาม

ลำต้นของสลากย้อมใช้ฟางมัดล้อมรอบเพื่อง่ายแก่การปักไม้สำหรับแขวนผลไม้และสิ่งของต่างๆ ตามแต่เจ้าภาพจะปรารถนา การแต่งดาใช้เวลาร่วมเดือน กระดาษสีที่นำมาประดับนับเป็นร้อยแผ่น ที่จะเรียกว่าย้อมสมบูรณ์นั้น จะต้องมีประวัติของเจ้าของสลากอ่านให้คนทั้งหลายฟังด้วย การเขียนประวัติเจ้าของสลากย้อมนี้ จะต้องไปจ้างผู้ที่มีความชำนาญในการแต่งกลอนพื้นเมือง เป็นผู้แต่ง เขาเรียกว่า”ครรโลง” ผู้แต่งจะบรรยายด้วยลีลากลอนอันไพเราะ เล่าถึงชีวประวัติของเจ้าของสลากย้อม นับตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ในบทกลอนคือ “ค่าว” หรือ “ครรโลง” นี้ ผู้แต่งจะสอดแทรกคติธรรม ตลกขบขัน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟังและเจ้าของสลากย้อม ตามจังหวะที่เหมาะสม

ตอนท้ายเป็นคำแผ่บุญและปรารถนาที่เจ้าของสลากย้อมได้ตั้งไว้ จบลงด้วยครรโลงธรรม ขณะแต่งดาสลากย้อมในเวลากลางคืน”ครรโลง”นี้จะช่วยกล่อมบรรยากาศในการแต่งดานั้น ครึกครื้นขึ้น โดยมีผู้มีเสียงอันไพเราะและอ่านเป็นจะมาช่วยกันอ่านให้ฟัง การอ่านต้องอ่านรวมกันตั้งแต่ ๒ - ๓ คนขึ้นไป ถ้าครรโลงใครแต่งดีจะมีคนมาอ่านไม่ขาด เป็นที่เชิดหน้าชูตาแก่เจ้าของสลากย้อมเป็นอันมาก ฉะนั้นเขาจึงเลือกจ้างคนที่มีฝีปากดีจริงๆ แม้ค่าจ้างนั้นจะแพงก็ยอม เมื่อแต่งดาเสร็จถึงวันทานสลากแล้ว เขาจะช่วยกันหามแห่จากบ้านไปสู่วัดที่งานทานสลากภัตต์ สลากย้อมจะใช้คนหามอย่างน้อย ๑๒ คน เพราะหนักมาก การถวายทานก็เหมือนกับการทานสลากภัตต์โดยทั่วไป เมื่อสลากย้อมตกแก่พระภิกษุหรือสามเณรรูปใดแล้ว ก่อนประเคนรับพร พระหรือสามเณรรูปนั้น ต้องหาคนมาอ่านครรโลงของเขาจบก่อน และเขาจึงจะประเคนรับพร เป็นเสร็จพิธี

การทานสลากย้อมสมัยก่อนจะเป็นที่นิยมมาก ปัจจุบันมีเพียงบางหมู่บ้านเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลือประเพณีดังกล่าวอยู่ เช่นที่ตำบลริมปิง ตำบลต้นธง ตำบลประตูป่า ตำบลหนองช้างคืน ตำบลอุโมงค์ และคติความเชื่อก็ต่างจากสมัยก่อน โดยศรัทธาแต่ละวัดจะช่วยกันจัดทำถวายเท่านั้น ปัจจุบันนี้เราจะได้พบเห็นเพียงแต่ต้นสลากเท่านั้น


index l on top

ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย
พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็นปูชนียสถานอันสำคัญยิ่งของจังหวัดลำพูน เป็นจอมเจดีย์องค์หนึ่งในจำนวน ๘ แห่งของประเทศไทย เป็นเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สร้างในสมัยพระเจ้าอาทิตยราชพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของประชาชนโดยทั่วไป ประเพณีสรงน้ำธาตุ เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนในจังหวัดลำพูนและจังหวัดใกล้เคียง ประเพณีนี้ยึดถือและปฏิบัติมาเป็นประจำทุกปี
วัตถุประสงค์ของประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย มีดังนี้

๑.เพื่อเป็นการสักการะพระบรมธาตุ ซึ่งเป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่ของวัดพระบรมธาตุหริภุญชัย และนับเป็นโบราณสถานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาวลำพูนและชาวพุทธทั่วไป
๒.เพื่อสักการะพระบรมอัฐิธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๓.เพื่อเป็นการบูชาเสาหลักเมือง

ทั้งนี้เพราะประชาชนลำพูนถือว่าเจดีย์พระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นเสาหลักเมืองทำพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยจึงได้ทำบุญเสาหลักเมืองลำพูนด้วย

กิจกรรมสำคัญ

ประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย กำหนดจัดขึ้น ณ วัดพระบรมธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เหนือ หรือที่ชาวเหนือเรียกว่า " วันแปดเป็ง " (ระหว่างเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ของภาคกลาง) หรือ" วันวิสาขบูชา " กิจกรรมที่จัดขึ้น มีทั้งพิธีราษฎร์และพิธีหลวง มีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้

พิธีราษฎร์

เริ่มเวลาประมาณ ๐๗.๐๐ น. คณะศรัทธาประชาชนร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรเวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ประจำวิหารทั้งสี่ทิศ คือ พระวิหารหลวง วิหารพระละโว้ วิหารพระเจ้าทันใจและวิหารพระพุทธ พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นเสร็จพิธีราษฎร์

พิธีหลวง

เริ่มเวลาประมาณ ๑๓.๐๐ น. คณะข้าราชการในจังหวัดลำพูนนำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน นำขบวนแห่น้ำสรงพระราชทาน เครื่องสักการะ ดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง ธูปเทียนของหลวง ผ้าห่มพระธาตุสีแดง ยาวประมาณ ๑ เมตร และน้ำศักดิ์บนดอยคะม้อ เริ่มขบวนแห่จากศาลากลางจังหวัดเข้าสู่วัดพระบรมธาตุหริภุญชัยการประกอบพิธีสรงน้ำพระบรมธาตุเริ่มพิธีทางศาสนาอัญเชิญน้ำสรงพระราชทาน น้ำศักดิ์สิทธิ์จากดอยคะม้อชักรอกขึ้นสรงน้ำพระบรมธาตุ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์เจริญชัยมงคลคาถา โดยมีพราหมณ์ ๘ คน ประจำอยู่บนเจดีย์พระบรมธาตุ หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปนำน้ำขมิ้นส้มป่อยขึ้นสรงน้ำโดยวิธีชักรอบเช่นกัน เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เป็นเสร็จพิธีหลวง
อนึ่ง หลังจากเสร็จพิธีสรงน้ำพระราชทานและน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้ว จะมีขบวน "ครัวทาน"จากหัววัดต่างๆ แห่เข้าสู่บริเวณพิธีเพื่อนมัสการและสักการะพระบรมธาตุ ทั้งนี้ขบวน " ครัวทาน" จะตกแต่งเป็นเรื่องทางพระพุทธประวัติหรือมหาชาติที่ให้ข้อคิดคติธรรม ในขบวนจะประกอบด้วยขบวนตุง ธงทิว การแสดงศิลปพื้นบ้าน การบรรเลงดนตรีพื้นเมืองที่ครึกครื้นสนุกสนานและให้ความบันเทิงแก่ผู้ร่วมพิธี
ในภาคกลางคืน เริ่มเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. พระสงฆ์ประมาณ ๒๐ รูป พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชน ประกอบพิธีเวียนเทียนประทักษิณองค์พระบรมธาตุ ๓ รอบและพระสงฆ์แยกย้ายเข้าประจำพระวิหารทั้ง ๔ ทิศ เพื่อเจริญพระพุทธมนต์ แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์สวดเบิกวิหารละ ๔ วาร (วาระ) เป็นเสร็จพิธี

คำบูชาพระบรมธาตุหริภุญชัย

สุวัณณะเจติยัง หะริภุญชะยัฏฐัง วะระโมลีธารัง อุรัฏฐิเสฏฐรัง สะทะอังคุลีฏฐัง
กัจจายะเนนตินะ ปัตตะปูรัง สีเสนะมัยหัง ปาณะมามิธาตุง อะหังวันทามิสัพพะทา
ข้าพเจ้า ขอเอาเศียรเกล้าของข้าพเจ้า นอบน้อมพระธาตุ อันเป็นเจดีย์ทอง ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหริภุญชัย คือ พระอัฏฐิเบื้องพระทรวงอันประเสริฐ กับทั้งพระอัฏฐิพระองคลี และพระธาตุย่อยเต็มบาตรหนึ่ง อันพระกัจจายะนะนำมา ข้าพเจ้าขอวันทาในกาละทุกเมื่อแล

index l on top

ประเพณีปอยหลวง
คำว่า “ปอย” เป็นภาษาพม่าแปลว่า “งานที่มีคนชุมกัน” ถ้ามีคนชุมกันน้อยเราเรียกว่า “ปอยน้อย” ถ้ามีคนชุมกันมากเราเรียกว่า “ปอยหลวง” ในที่นี้คำว่า “ปอยหลวง” จึงได้แก่ “งานมหกรรม” นั่นเอง
ล้านนาไทยมีประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณว่า เมื่อสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์ขึ้นเสร็จแล้ว หรือสิ่งที่เป็นถาวรวัตถุถวายพระภิกษุสงฆ์เสร็จแล้วจะจัดให้มีการฉลองสิ่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า “ปอยหลวง” สิ่งที่เราจะต้องจัดปอยหลวง
๑. อุโบสถ
๒. วิหาร
๓. ศาลา
๔. กำแพง
๕. กุฏิ (โบราณไม่ปอยหลวง)
๖. หอธรรม (หอไตร)
๗. ตอนหลังเพิ่มสิ่งที่เป็นสาธารณะประโยชน์เข้ามาด้วยเช่นโรงเรียน ถนนหนทาง โรงพยาบาล ฯลฯ

เมื่อทางวัดได้ก่อสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่กล่าวแล้ว เสร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ ก็จะประชุมศรัทธาผู้อุปัฏฐากของวัด (ซึ่งมีอยู่ประจำทุก ๆ วัด เรียกว่า ศรัทธาวัดนั้นวัดนี้เป็นต้น) เพื่อปรึกษาหารือเรื่องจะมีงานฉลอง การประชุมกันเช่นนี้ย่อมมีฝ่ายที่เห็นด้วย และฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต้องลงมติกัน ฝ่ายไหนชนะมีจำนวนมากกว่า ก็ทำตามฝ่ายนั้น เรื่องที่จะลงมติกันมักอยู่ในเรื่องจะปอยหลวงหรือไม่ หรือจะทานสังฆ์ (ตานสังฆ์)

การทานสังฆ์

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็อยากจะอธิบายให้ทราบถึงเรื่อง “ทานสังฆ์” ให้เป็นที่เข้าใจกัน “สังฆ์” คืออะไร ? คนภาคอื่นอาจเข้าใจว่าเป็น “พระสงฆ์” ความจริง “สังฆ์” ในที่นี้หมายถึง “ไทยธรรมที่จะถวายทานแก่พระสงฆ์” การทานสังฆ์ก็คือการถวายทานไทยธรรมแก่สงฆ์นั่นเอง
ถ้ามติตรงกัน “จะทานสังฆ์” งานการที่จะจัดก็ลดความใหญ่โตมโหฬารลง คือ ไม่มีการละเล่น ไม่มีการแห่ครัวทานไม่จำเป็นต้องมีการแผ่นาบุญให้แก่ญาติพี่น้อง เพียงนิมนต์พระสงฆ์ภายในตำบลมารับไทยธรรม เจริญพระพุทธมนต์ให้เป็นมงคลแก่สิ่งปลูกสร้างตามธรรมเนียม แล้วทานสังฆ์แก่พระสงฆ์เป็นเสร็จพิธี
ส่วนศรัทธาของวัดนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องทำครัวทานใหญ่ ๆ เพียงแต่เตรียมทำสังฆ์สักลูกหนึ่งแบกไปวัดเท่านั้น แต่ว่าทุกหลังคาเรือนของวัดนั้น มักจะต้องเป็นศรัทธาสังฆ์ใส่ยอดตามเจตนาหลังคาละ ๑ สังฆ์เป็นอย่างน้อย เงินรายได้จากการทานสังฆ์จะไม่ต้องนำไปใช้จ่ายเป็นค่าการละเล่นเหมือนงานปอยหลวง ทางวัดมักจะได้รับเงินเป็นกอบเป็นกำ ทางบ้านก็ไม่สิ้นเปลืองด้วย การเลี้ยงดูญาติพี่น้อง นับเป็นประเพณีปอยหลวงอย่างประหยัด ได้ผลดีเหมือนกัน

งานปอยหลวง
ส่วนงานปอยหลวงนั้น เป็นงานใหญ่เป็นงานมหกรรมทีเดียว มีประเพณีทำสืบต่อกันมาแต่โบราณ เข้าใจว่าจะยึดเอาแบบอย่างของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ซึ่งสร้างวัดชื่อ “บุพพาราม” ถวายพุทธเจ้าในพุทธกาล ตามตำนานกล่าวว่าวัดนั้นวิจิตรงดงามเหลือหลายเมื่อสร้างแล้วนางจัดให้มีงานฉลองที่ครึกครื้น ส่วนนางวิสาขาเองเกิดปิติพาลูกหลานฟ้อนรอบวิหาร
เข้าใจว่าจะเป็นดังกล่าวจึงเป็นต้นเหตุให้เกิดงานปอยหลวงขึ้น หลังจากสร้างสิ่งถาวรถวายแก่พระสงฆ์ มีการฟ้อนรำเป็นการสมโภช แม้ว่าความมุ่งหมายจะแปรไปในทางสนุกสนานก็ตามที ก็ยังเชื่อว่า “เป็นประเพณีที่ดีงามอยู่”เมื่อตกลงกันว่าจะปอยหลวงแล้ว ทางวัดก็ต้องจัดแจงตระเตรียมหลายอย่าง เช่น
๑ . ทำความสะอาดวัดซ่อมแซมส่วนอื่นของวัดให้ดีขึ้น
๒ . ขออนุญาติจากเจ้าคณะ
๓ . พิมพ์ใบฎีกา นิมนต์หัววัดที่เคยทำบุญถึงกัน
๔ . ตั้งกรรมการดำเนินงานทุกแผนก เช่นแผนกต้อนรับ แผนกทำอาหาร แผนกการเงิน เป็นต้น

ส่วนทางบ้านศรัทธาของวัดนั้น เมื่อตกลงจะมีงานปอยหลวงแล้ว ก็ตระเตรียมทำบ้านช่องให้สะอาด บอกข่าวแก่ญาติพี่น้องลูกหลานที่อยู่ไกลให้ทราบ เพื่อมาร่วมทำบุญด้วยกัน งานปอยหลวงจึงเป็นการนัดชุมนุมญาติหลาย ๆ เพราะอยู่ที่ไหนเมื่อวัดเดิมของตัวมีงาน ย่อมจะมาร่วม ยกเว้นแต่ผู้ที่ลำบากจริง ๆ ที่ไม่อาจมาได้ เมื่อบอกข่าวแก่ญาติแล้วก็เตรียมครัวทาน ที่ชื่อว่า “ครัวทาน” นั้น คือ “สิ่งของที่จะนำไปถวายทาน คำว่า “ครัว” ล้านนาไทย หมายถึง สิ่งของเครื่องใช้ทั้งสิ้น“ห้องครัว”คือห้องที่ใช้เก็บสิ่งของนั้นเอง

ครัวทาน
“ครัวทาน” ของแต่ละบ้านแห่งศรัทธาวัดนั้น เขาจะสร้างขึ้นตามเจตนาของตนอาจทำเป็นปราสาท เป็นเรือน เป็นรูปนก ช้าง ม้า หงส์หรือทำเป็นยอดฉัตร มีค้างมีฐานตั้งประดับประดาให้วิจิตรพิสดาร นิยมทำกันเป็นครัวทานหลังโต ๆตั้งไว้กลางห้องโถงไม่นิยมเอาวัตถุไว้ใต้ถุนบ้าน เพราะถือว่าเป็นของทานของสูง ใช้เวลากว่าครึ่งเดือนในการทำครัวทานนี้สิ่งใดที่สวยงามตามความเข้าใจของเขา เขาจะนำมาประดับครัวทาน บางบ้านก็ซื้อ ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ ธรรมาสน์ ถังน้ำ ฯลฯ มาประดับเป็นครัวทาน เรียกกันว่าเป็นอิสระในการทำครัวทานจริง ๆ ที่บนปลายยอดของครัวทานจะทำไม้คีบธนบัตรปักไว้ ไม่จำกัดจำนวนอีกว่าเท่าไร แล้วแต่เจตนาอีกเช่นกัน

การทำครัวทานให้ใหญ่ มีคนสมัยใหม่บางท่านไม่เข้าใจ คือเขาเข้าใจว่า “การทำปอยหลวงก็คือทางวัดต้องการเงิน เอาเงินที่ใช้ซื้อไม้ กระดาษเอามาทำเป็นครัวทานแล้วก็ทิ้งใช้ประโยชน์ไม่ได้ สู้เอาเงินมาถวายพระดีกว่า” ถ้ามองอย่างนักเศรษฐกิจมองวัตถุก็จะเป็นเช่นคนสมัยใหม่เข้าใจ แต่ไม่ถูกตามความหมายทางพระพุทธศาสนา การทำบุญเราต้องการบุญไม่ใช่ต้องการเงิน บุญคือความสุข ความอิ่มใจ ความเบิกบานแห่งใจ
การที่คนโบราณนิยมให้ทำครัวทานหลังโต ๆ นั้น โดยเฉพาะให้ตั้งไว้กลางห้องโถงบนเรือนทางล้านนาไทยมีคติถือว่า “คนไทยเมื่อใกล้จะสิ้นใจ” ถ้าใจดีก็จะไปสู่สุคติ ถ้าใจชั่วก็ไปสู่ทุคติทางร้าย เขาจะเตือนสติผู้ใกล้จะสิ้นใจว่า “ให้นึกถึงของกินของทานไว้เน้อ” แล้วจะกล่าวสอนคำว่า “พุทโธ” เป็นการเตือนสติคนใกล้จะตาย” คนใกล้จะตายนั้นจิตสำนึกของเขาย่อมจะสับสน ความดีความชั่วประดังประเดเข้ามาในตอนนั้นครัวทานหลังโตๆที่เคยสร้างและเคยประดิษฐานอยู่กลางห้องโถงย่อมเป็นนิมิตที่ใจจะเกาะยึดถือได้ง่าย เพราะเป็นของใหญ่จำติดหูติดตาได้ง่าย ข้อนี้เป็นเหตุผลประการหนึ่งของการทำครัวทาน

เหตุผลข้อที่ ๒ การทำครัวทานหลังโต ๆ แบบล้านนาไทย ท่านว่าได้บุญมาก มากกว่าเอาเงินใส่ซองไปถวายพระเป็นจำนวนมากเสียอีก เพราะครัวทานที่ทำใหญ่โตสวยงามเช่นนั้นเมื่อแห่ไปตามถนนท่ามกลางสายตาแห่งคนจำนวนมาก ผู้ใดได้เห็นก็ชมว่าสวยงาม พลอยชื่นชมยินดีร่วมด้วยผู้นั้นย่อมได้บุญร่วมกับเจ้าภาพสำเร็จด้วยอนุโมทนา นี้เป็นเหตุผลข้อที่ ๒
การที่ผู้ใดเป็นเจ้าภาพสร้างทำประดิษฐ์ครัวทาน จะใช้เวลานานเท่าใดก็ตามระหว่างเวลาที่กำลังกระทำอยู่นี้ ชื่อว่ามีจิตเป็นบุญกุศล มีแต่บุญกุศลเท่านั้นที่ไหลวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขา เป็นการยากมากที่จะดึงอารมณ์ปุถุชนให้เพลิดเพลินด้วยบุญกุศลเช่นนี้ได้ นอกจากมีสิ่งล่อให้เช่นสร้างครัวทานเป็นต้น

เหตุผลทั้ง ๓ ประการที่กล่าวมานี้ เป็นเหตุให้เกิดประเพณีปอยหลวงขึ้น เพื่อให้พวกเราได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา นับเป็นวิธีอุบายวิธีอันฉลาดที่จูงใจคนเข้าสู่ธรรมโดยไม่รู้ตัว แม้ในสมัยปัจจุบันนี้ความหมายจะแปรไปเพราะความไม่เข้าใจ หรือรู้ไม่ถึงความมุ่งหมายของประเพณีอย่างน้อยที่สุดก็ยังเลือกความดีที่มองเห็นอยู่ คือเป็นที่รวมญาติและเป็นการประกาศตัวให้คนอื่นรู้ว่าเป็นชาวพุทธ

การแห่พระมหาอุปคุตด์
ในสมุดข่อยหรือพับลั่นตำราเรียนธรรมของล้านนาไทย ท่านกล่าวไว้ว่า “พระอรหันต์ที่ยังมีชีวิตยู่ ๔ องค์ คือ พระอุปคุตต์อยู่ในโลหะปราสาทในสมุทรทิศเหนือ ๑ พระสารมัตตะอยู่ในปราสาททิศเหนือ พระสกโสสาระอยู่ในปราสาททิศตะวันออก ๑ พระเมธาระอยู่ในโลหปราสาทสมุทรทิศตะวันตก ๑ และกล่าวถึงพระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้ว แต่ร่างกายไม่เน่าเปื่อยอีก ๔ องค์ คือ พระมหากัสสปะอยู่ใน
เขาเวภารบรรพต ๑ พระมหาสุภระอยู่ในเขาอุตตมะ ๑ พระอุปักขายะอยู่ในเขามกุระ ๑ พระธรรมสาระอยู่ในเขามิสสกะ ๑ “ในพระอรหันต์ ๔ องค์ที่ยังมีชีวิตอยู่

ชาวล้านนาไทยคุ้นเคยกับพระมหาอุปคุตต์มาก
แม้แต่เด็ก ๆ ก็รู้จักชื่อท่าน เพราะวันใดเป็นวันเดือนเพ็ญตรงกับวันพุธท่านว่า “พระมหาอุปคุตต์จะออกมาบิณฑบาตผู้ใดได้ใส่บาตรท่าน จะประสบโชคดีในวันนั้นทีเดียว “ทางจังหวัดเชียงใหม่ยังถือปฏิบัติกันอยู่ใน ปัจจุบันนี้ เรื่องของท่าน พระมหาอุปคุตต์นี้เลื่องลือมาก ก็ตอนที่พระเจ้าอโศกมหาราชฉลองพระธาตุแปดหมื่นสี่พันหลัง ปรากฏว่ามีพระยามารมารบกวนทำให้งานฉลองครั้งนั้นยุ่งยากปั่นป่วน ไม่เป็นที่สงบ พระเจ้าอโศกมหาราชได้นิมนต์ มาช่วยมัดพระยามารไว้ ไม่ให้ออกไปรบกวนงาน งานฉลองครั้งนั้นจึงดำเนินไปอย่างสงบ จนเสร็จงานเป็นเวลาเดือนหนึ่งจึงได้ปล่อยพระยามารไป

ที่เล่ามาข้างบนนี้เป็นประวัติย่อของพระอุปคุตต์ คนล้านนาไทยรู้เรื่องท่านดังกล่าวด้วยเหตุนี้เมื่อจะมีงานทำบุญปอยหลวงกัน ก็เจริญรอยตามแบบของพระเจ้าอโศกมหาราช คือต้องทำคานหามมีพานดอกไม้ แห่ฆ้องกลองไปเป็นขบวน มุ่งหน้าสู่ท่าน้ำ จะเป็นท่าน้ำที่ไหนก็ได้เมื่อไปถึงท่าน้ำแล้ว อาจารย์จะเป็นผู้กล่าวคำอาราธนานิมนต์พระมหาอุปคุตต์คนที่ไปทั้งหมดก็ประนมมือฟังไปด้วย ใจความคำว่านิมนต์ก็ว่า “จะมีงานฉลอง เกรงว่าจะมีเหตุเภทภัยโดยลูกน้องพระยามารจะมากลั่นแกล้ง ทำให้งานไม่ราบรื่น ขออาราธนานิมนต์ท่านมหาอุปคุตต์เถระเจ้า ไปช่วยคุ้มครองป้องกัน “แล้วก็ให้คนใดคนหนึ่งลงไปในแม่น้ำ งมไปตามบริเวณนั้นได้ก้อนหินสักก้อนหนึ่งก็สมมุติเป็นพระมหาอุปคุตต์เอาวางไว้บนคานหาม แล้วก็แห่กลับคืนมาสู่วัด

ในวัดที่มีการปอยหลวงนั้น ถ้าท่านสังเกตจะเห็นว่ามีวิหารเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ทำขึ้นชั่วคราวในนั้นจะมีเครื่องอัฐบริวารครบ ส่วนมากวิหารน้อยหลังนี้จะตั้งอยู่หน้าวิหารใหญ่ ที่นี่แหละเป็นที่อยู่ของท่านมหาอุปคุตต์ ซึ่งเขาไปนิมนต์ท่านมาจากแม่น้ำมาประดิษฐานไว้ในวิหารนี้ ถ้ามีคำถามแทรกเข้ามา ก้อนหินที่แห่มาสมมุติเป็นท่านมหาอุปคุตต์จะช่วยคุ้มครองงานได้อย่างไร พึงตอบว่า“เมื่อคนที่เป็นศรัทธาของวัดนั้นไปพร้อมกับอาราธนานิมนต์ท่าน เพื่อขอท่านมาช่วยคุ้มครองรักษาก็เท่ากับว่าศรัทธาวัดนั้นต้องการความสงบ เมื่อเจ้าถิ่นสงบ คนต่างถิ่นก็ยากที่จะมายุ่ง การกระทำเช่นนี้เป็นไปตามจิตวิทยาถ้าตั้งใจทำจริง ๆ โดยความพร้อมเพรียงกันย่อมได้ผลอย่างแท้จริง

การทานทุง (การตานตุง)
ก่อนจะถึงงานสัก ๒-๓ วันจะเป็นวันนัดทานทุง(ตานตุง) โดยศรัทธาของวัดนั้นเป็นผู้สร้างทุงถวายใครจะทานก็ได้ไม่ทานก็ได้ แต่ส่วนมากจะทานกัน เมื่อจะมีงานฉลองวันทานทุงนี้ทำตอนเช้ามีพิธีทำบุญตักบาตรแล้วก็เวนทานทุง เมื่อเสร็จแล้ว ทุงของใครของมันเขาจะนำมาฝังค้าง(เสาไม่ไผ่)สูง ๓-๔ วา ฝังเป็นระเบียบเป็นแนวจากหน้าวัดออกไปสู่สองฟากถนนที่จะเข้ามาหาวัด บางคนทานทุงมาก จะปักฝังออกมาไกล-จากวัด เราขี่รถผ่านทุงนี้มีที่ไหน ก็รู้ว่าวัดแถวนั้นจะมีงานหรืองานปอยหลวง

การสร้างทุงถวายทาน เป็นคตินิยมของคนล้านนาไทยมาแต่โบราณ ด้วยความเข้าใจว่า เมื่อตายไปแล้วได้ไปตกนรกก็ดี ชายทุงที่ตัวเคยทานไว้นั้นอาจช่วยกวัดเอาวิญญาณพ้นจากนรกหรืออาจช่วยปัดสิ่งร้าย ๆทั้งหลายให้ห่างตัวไป จะสังเกตเห็นตามถนนหนทางที่มีรถวิ่งเป็นประจำเขาจะปักทุงส่วนมากสีแดงไว้ จะมีกองทรายใบตองแห้ง ๆ อยู่พึงรู้ว่าตรงนั้นมีคนตายโหง การที่เขาทานทุงปักทุงไว้ตรงนั้น เพราะเข้าใจว่าชายทุงนั้นจะช่วยกวัดวิญญาณของคนตายไปเกิดในที่ชอบ ไม่ให้เป็นอสูรกายผีร้ายอยู่ที่นั้น
สมัยโบราณจริงๆท่านให้ทานทุงเหล็กทุงทอง อุทิศส่วนกุศลไปหาผู้ที่ตายไปเป็นเปรต เป็นอสูรกาย สามารถช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากภาวะนั้นได้ เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ชื่อ พลสังขยา เป็นเรื่องยาวจะนำมาเล่าก็เห็นว่าทำให้เรื่องนี้ยาวเกินไป ผู้อยากทราบพึงหาอ่านเอาเอง มีตามวัดวาอารามตามลานนาไทย

วันแรกของงานปอยหลวง
วันแรกนี้ตอนเช้าทำบุญตักบาตรตามประเพณี ตลอดวันนี้จะเป็นวันครัวทานที่จะทานหาคนตายเข้า ครัวทานเหล่านี้ส่วนมากจะเป็นเรือนมีเครื่องพร้อม หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่เขาคิดว่าควรแก่ผู้ตาย เขาจะนำครัวทานเข้าวัดนี้ทั้งสิ้น
ที่นิยมให้เอาครัวทานอุทิศหาคนตายมาเข้าในทานวันแรกนี้ ก็เพราะเหตุว่าสมัยโบราณนั้นเครื่องใช้เกี่ยวกับงานฉลอง เป็นต้นว่า ถ้วย ชาม เสื่อ หม้อแกง ครกพริก ฯลฯ เป็นของใช้ที่มีไม่มาก เพื่อให้ได้สิ่งของเหล่านี้ในงานไปเลย จึงกำหนดให้ครัวทานชนิดนี้เข้าทานในวันแรก
ถ้างานนั้นมีครัวทานเข้าวันเดียวหรือ ๒ วัน วันแรกเช้านี้จะมีหัววัดทั้งหลายแห่ครัวทานเข้ามาทานด้วย แล้วแต่ทางวัดจะกำหนดนัดมา
วันต่อมาก็เป็นวันครัวทานหัววัดหรือชาวบ้านแห่เข้ามา ทางวัดได้จัดเจ้าหน้าที่ต้อนรับไว้ จะมีคนถือพานดอกไม้ ถือโคนโทใส่น้ำ กั้นสัปทน คอยต้อนรับอยู่ ที่หน้าวัดนิยมทำร้านสูงเสมอกำแพงมุมเรียบร้อย เพื่อให้ฆ้องกลองอยู่คอยแห่รับครัวทาน ที่ปรำหน้าวัดหรือในวัดจะจัดช่างฟ้อนของวัดคอยฟ้อนต้อนรับครัวทานเหมือนกัน

เมื่อครัวทานหัววัดแห่ไปถึง คนถือสัปทนก็จะนำสัปทนไปกั้นให้พระที่นำครัวทานมา คอยรินน้ำจากโคนโทถวายท่าน ผู้ที่ถือพานดอกไม้ก็นำพานดอกไม้มาถวายท่าน เป็นการนิมนต์เพื่อให้เข้าไปในวัด พิณพาทย์ฆ้องกลองบนร้านที่ประตูวัดก็แห่ต้อนรับช่างฟ้อนของวัดก็จะออกมาฟ้อนรับ เป็นที่สนุกสนานมาก บางวัดก็มีการฟ้อนรำนำขบวนน่าสนุกสนานมาก หรือแสดงการละเล่นต่าง ๆ มา
วันสุดท้ายของงาน
ทุกวันตอนเช้าจะมีการทำบุญตักบาตรเป็นประจำ เพื่อที่จะนำข้าวที่ศรัทธามาใส่บาตรไว้เลี้ยงแขกในตอนกลางวัน ตอนสายครัวทานก็แห่แหนเข้ามา
ตามหมู่บ้านของศรัทธาจะมีญาติพี่น้องลูกหลานมาค้างคืนเพื่อร่วมทำบุญ ตั้งแต่วันก่อนงาน หรือระหว่างงานก็มี สาย ๆมาพวกญาติพี่น้องที่ไม่มานอนจะมา“ฮอมครัว”คือนำเงินมารวมเป็นต้นมาร่วมทำบุญกับเจ้าภาพ จะมีการเลี้ยงของหวานกันก่อน เมื่อถึงยามเที่ยงก็เลี้ยงอาหารกันขึ้นบ้านใดก็จะรับประทานบ้านนั้น ญาติพี่น้องที่มาฮอมครัวจะลงบ้านนั้นขึ้นบ้านนี้ จนหมดตามวงศาคณาญาติที่มีอยู่
ถึงตอนบ่ายก็แห่ครัวทานของศรัทธาวัดนั้นเข้าวัด เป็นที่สนุกสนานยิ่ง เพราะจะมีครัวทานเต็มถนนหนทาง เสียงฆ้องกลองสนั่นหวั่นไหว กว่าจะเสร็จก็ถึงค่ำ
ตอนกลางคืนจะมาฟังเทศน์ ฟังเบิกในวัด พวกชอบการละเล่นก็ไปชมการละเล่นต่าง ๆ ตามอัธยาศัย

การเวนทาน
รุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง เป็นเวนทานถวายสิ่งปลูกสร้างแก่พระสงฆ์ การเวนทานนี้เป็นประเพณีอย่างหนึ่งของล้านนาไทย ไม่ทราบว่าดำเนินการมาตั้งแต่เมื่อไร เพราะทุกวัดจะมีอาจารย์ทำหน้าที่เวนทานประจำ ถือเป็นความจำเป็นที่ต้องมี อาจารย์นี้มีหน้าที่เวนทานสิ่งต่างๆ ที่จะถวายแก่พระสงฆ์ ซึ่งคำที่กล่าวเวนทานเหล่านั้น นักปราชญ์แต่โบราณได้แต่งไว้อาจารย์เหล่านี้ก็จะท่องจำไว้เพื่อกล่าวคำเวนทานในเมื่อถึงคราว
ส่วนการเวนทานปอยหลวงซึ่งนับเป็นงานใหญ่ บางทีอาจารย์วัดนั้นไม่สามารถที่จะกล่าวเวนทานให้ละเอียดได้ก็จะไปเชิญอาจารย์จากที่อื่นมากล่าวเวนทาน อาจารย์ที่ได้เชิญมาเช่นนี้เรียกว่าเป็นอาจารย์พิเศษมีการแต่งการเวนทานให้เหมือนกัณฑ์เทศน์ของพระ ประชาชนให้การเคารพนับถือมาก จะมากล่าวเวนทานสิ่งที่ฉลองนั้นเป็นร่าย พรรณนาคำสอนก่อนเป็นเบื้องแรก กล่าวประวัติวัดมาพอสังเขป แล้วกล่าวถึงสิ่งปลูกสร้างตั้งแต่เริ่มต้นมา จนมีงานฉลองมีความจริงเป็นอย่างไร ก็นำมากล่าวเวนทานหมดเป็นที่พออกพอใจแก่ศรัทธามาก
เมื่ออาจารย์กล่าวคำเวนทานจบแล้ว ก็จะถวายสิ่งของแก่พระสงฆ์ พระสงฆ์อนุโมทนาแล้วกรวดน้ำเป็นเสร็จพิธีตอนเช้าวันนี้ก่อนจะเวนทานหลังจากการตักบาตรแล้ว บางวัดก็เลี้ยงข้าวกันที่วัดโดยลูกหลานที่บ้านนำมาส่ง บางวัดก็จะกลับไปรับประทานที่บ้าน เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. ถึงจะเริ่มกล่าวเวนทาน
หมายเหตุ ประเพณีปอยหลวงที่เล่ามานี้ เป็นแบบแผนที่ปฏิบัติอยู่ในจังหวัดลำพูน จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ในภาคเหนือมีผิดแผกแตกต่างกันไปบ้าง เช่นจังหวัดเชียงรายบางอำเภอ ครัวทานของศรัทธาวัดนั้นแห่เข้าก่อนหมด ต่อจากนั้นจึงเป็นครัวทานของหัววัดต่อมา เขาจะแห่ครัวทานเข้าถึงตอนกลางคืน ทางวัดที่มีงานต้องเลี้ยงข้าวเย็นเช้าค่ำแก่ศรัทธาวัดทั้งหลายที่นำครัวทานเข้าในค่ำวันนั้นจนทั่วถึง


index l on top

ประเพณีการฟังเทศน์มหาชาติหรือประเพณีตั้งธรรมหลวง

มหาชาติ คือชาติที่ยิ่งใหญ่เป็นชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า ก่อนที่จะมาอุบัติตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาติปัจจุบัน รวมอยู่ในพระเจ้าสิบชาติ แต่คนนิยมฟังกันเป็นประเพณีเฉพาะตอนเป็นมหาชาติคือเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรเท่านั้น เพราะสังคายนาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวอานิสงส์แห่งการสร้างหรือฟังมหาเวสสันดรชาดกไว้ว่า

“สังคายนาจารย์เจ้าทั้งหลายกล่าวดั่งนี้แล้ว ก็กล่าวคาถามาว่า “ปูชา ปาเก เตชยนติ ทุคคติ เตน ปุญญสส ปาเก “ ดังนี้ว่า อันว่าคนทั้งหลายฝูงใด ได้บูชามหาเวสสันดรชาตกะ ผู้นั้นก็จะได้เป็นเจ้าพระยาในเมืองคน ยศประวารบ่จนมีมาก ชางม้าหากเนืองนันต์ มีกลองนันทเภรีเก้าพันลูก เปี๊ยะพิณผูกเก้าพันเสียง สัททะสำเนียงชมชื่น สนุกต้องตื่นทุกรวายตรีทิวา ทาสีทาสามีมาก พร้อมอยู่แวดล้อมเฝ้าปฏิบัติ ทิพพสัมปัตติล้ำเลิศ ก็กลับเกิดมีตาม เล้มเงินเล้มคำและเสื้อผ้า ทั้งช้างม้าและเปลือกเข้าสาร ก็จักมีตามปรารถนาทุกเมื่อ จำเริญเชื่อมงคล ยถา ในกาลเมื่อใดพระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสประยาและปัญญา เป็นพระพายหน้าบุญแก่กล้าก็จักได้หันหน้าท่านบ่สงสัย เหตุได้เป็นปาเถยยะกับธัมม์เวสสันตระชาตกะ อันยกมาที่นี้แล้ว ก็จักเถิงเซิ้งเวียงแก้วยอดมหาเนรพาน บ่อย่าชะแล”
คัดมาจากธรรมอานิสงฆ์สร้างมหาเวสสันตรชาดก ของล้านนาไทยซึ่งโบราณาจารย์ท่านได้แต่งไว้อีกประการหนึ่งท่านกล่าวว่า “ บุคคลใดตั้งใจฟังธรรมมหาชาติจนจบ ๑๓ กัณฑ์ ภายในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ท่านว่าผู้นั้นจะวุฒิจำเริญด้วยสมบัตินานาประการในปัจจุบัน และจะได้เกิดร่วมศาสนาพระศรีอริยเมตไตรยในอนาคต ไม่ต้องสงสัย

ในคัมภีร์มาลัยสูตรก็กล่าวเป็นใจความว่า “เมื่อครั้งมหาเถรขึ้นไปนมัสการพระเกศแก้วจุฬามณีในชั้นดาวดึงษ์นั้น ได้พบพระอริยเมตไตรยเทพบุตร ท่านก็ได้สั่งมหาเถรเจ้ามาว่า “ให้คนทั้งหลายฟังธรรมมหาชาติให้จบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ในวันเดียวคืนเดียว แล้วจะได้ร่วมกับศาสนาของเรา” ดังนี้ เมื่อพระมหาเถรเทพมาลัยกลับจากสวรรค์แล้ว ก็นำเรื่องนี้มาบอกกับชาวโลกคนทั้งหลายได้ฟังก็เลยพากันฟังเทศน์มหาชาติจนถือเป็นประเพณีมา”
เพราะความนิยมที่คนชอบชาดกเรื่องนี้มาก จึงเกิดมหาชาติล้านนาไทยสำนวนต่าง ๆ ขึ้นประมาณ ๑๒๐ สำนวน ส่วนมากแต่งมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากือนา (พ.ศ. ๑๙๑๐ -๑๙๔๓) และแต่งในสมัยต่อ ๆ มา จนถึง พ.ศ. ๒๓๐๐ ในสมัยพระเจ้ากาวิละต้นรัตนโกสินทร์ ได้มีนักปราชญ์ล้านนาไทยนำเอามหาชาติสำนวนเก่ามาเกลาใหม่ เช่นฉบับอินทร์ลงเหลา (เหลาแปลว่า เกลา) ฉบับพระยาพื้น เป็นต้น

การฟังเทศน์มหาชาติ
การฟังเทศน์มหาชาติ นิยมฟังกันมาตั้งแต่สมัยโบราณมา โดยปฏิบัติตามคำสั่งของอริยเมตไตรยเทพบุตร ให้จบในวันหนึ่งคืนหนึ่ง และแต่งเครื่องบูชาครบตามที่สั่งไว้ คือดอกบัวเผื่อน ดอกปีบ ธูป เทียน ข้าวตอกให้ครบพัน เพื่อบูชาพันคาถาในเรื่องนี้พร้อมกับวาดรูปนี้เป็นกัณฑ์ ๆ ของเหล่านี้เตรียมวางไว้หน้าพระประธานในวิหาร ส่วนรูปช้างม้าที่เป็นของทานแห่งพระยาเวสสันดรนั้น ส่วนมากทำด้วยแผ่นเงินตอกเป็นรูปนูนด้านหนึ่งมัดแขวนไว้ที่ค้างเหมือนฉัตร รูปภาพมัดนั้นแขวนไว้ตามผาผนัง ส่วนดอกบัวเผื่อนนั้นจะลอยบนกระถางน้ำก็ได้ ส่วนดอกปีบทำเป็นแผง ๆใช้ดอกไม้แห้งทำถึงแม้ดอกบัวเผื่อนจะทำเช่นนี้ก็ได้
นอกจากสิ่งของที่กล่าวมาแล้ว เมื่อจะมีการฟังเทศน์มหาชาติ ซึ่งถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมา ท่านกำหนดเอาวันเดือนยี่ (เหนือ ) เพ็ญเป็นวันฟังเทศน์เรื่องนี้ อันเป็นจบประเพณีฟังในฤดูเข้าพรรษา ตามที่กล่าวในประเพณีเข้าพรรษานั้น

ก่อนจะถึงวันฟังเทศน์มหาชาติ ทุกวัดวาอารามจะเตรียมสถานที่ ทำซุ้มประตูวัดเรียกกันว่าซุ้มประตูป่า สมมุติว่าเป็นประตูเข้าสู่ป่าหิมพานต์ อันเป็นด่านที่พรานเจตบุตรคอยเฝ้าระวังมิให้คนใดผ่านเข้าไปรบกวนพระเวสสันดร ต่อจากประตูวัดเข้าไปจะทำราชวัตรปลูกกล้วยอ้อยประดับช่อทุงและฉัตร บริเวณลานวัดจะผังค้างโคมแขวน โคมทำด้วยกระดาษ โครงทำด้วยไม้ไผ่หักเป็นเหลี่ยมเป็นมุม หุ้มรอบป้องกันมิให้ลมพัดไฟดับ ด้านล่างของโคมจะใช้กระดาษตัดขนาดเท่าผ่ามือ ยาวเหมาะสมกับโคมนั้น ทำเป็นชายห้อยลงมาหลายชาย เวลาแขวนอยู่บนค้างชายโคมนี้จะถูกลมพัดพริ้วน่าดูมาก หน้าวิหารจะมีโคมกระดาษรูปร่างแปลก ๆ แขวนเป็นระยะ ถ้ามีโคมมากก็จะแขวนถึงในวิหาร ส่วนในวิหารนั้นประดับด้วยธงราวและเครื่องบูชามหาชาติ โดยได้เขียนไว้เป็นกลอนในนิราศเดือนล้านนาไทย ดังต่อไปนี้

ฯลฯ
ราชวัตรฉัตรธงบรรจงจัด ประดับวัดด้วยไฟวิไลร่าม
ประตูป่าหน้าอาวาสสะอาดงาม กระทำตามแบบเก่าแต่เบาราณ
ปลูกกล้วยอ้อยถ้อยแถวเป็นแนวเหมาะ ทางเฉพาะมุ่งสู่ประตูวิหาร
ฝังค้างโคมแขวนโคมโพยมยาน พระพายพานพัดไกวอยู่ไปมา

ตามหำยนโคมห้อยไม่น้อยอย่าง ประจงสร้างรูปร่างต่างกันหนา
เป็นรูปนกหกเหินจำเริญตา ทั้งดาราดวงจันทร์พรรณราย
รูปเรือเล่นโผนโจนผงาด ดารดาษประทีปปั้นฝั้นสีสาย
ในวิหารผูกธงราวดูพราวพราย ทั้งธงชายแผ่นผ้าประดามี

โคมญี่ปุ่นแขวนราวดูพราวพร้อย ระย้าย้อยตั้งโคมผัดจำรัสศรี
พึ่งแรงเทียนเวียนหมุนหุ่นเข้าที เข้าทำดีรูปสร้างต่าง ๆ กัน
เป็นรูปรถคชสารทะยานเหยาะ ทั้งรูปเกาะแก่งป่าพนาสัณฑ์
และรูปลิงรบรุมหมู่กุมภัณฑ์ รูปบุษบันชูช่อลออตา

เหมราชลงสระอโนดาต รูปอากาศหนหาวพราวเวหา
รูปดาวฤกษ์ลอยเลื่อนเกลื่อนนภา สกุณาโผผินล่าบินจร
สารพัดจัดไว้ในโคมผัด พวกเด็กวัดเป็นหมู่ดูสลอน
ตามผนังติดรูปเวสสันดร แต่ทศพรผุสดีลีลาลง
สิบสามกัณฑ์บันทึกผนึกภาพ ให้คนทราบเรื่องรู้ดูไม่หลง

เป็นภาพงามตามถนัดจัดบรรจง ระบายลงแผ่นผ้าอย่างน่าดู
หน้าแท่นแก้วบัลลังก์พุทธังอาสน์ ใช้พรมลาดตั้งโต๊ะบูชาหมู่
ประดับดอกไม้สดดูชื่นชู สำหรับบูชาองค์พระทรงญาณ
ตั้งกระถางอ่างอุบลจงกลดอก ตำราบอกแจ้งจิอธิษฐาน
ทั้งดอกปีบอย่างละอันพันตระการ แต่โบราณบูชาคาถาพัน
ฯลฯ


วันเดือนยี่เหนือขึ้น ๑๔ ค่ำ เวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น ศรัทธาชาวบ้านจะมาฟังเทศน์คาถาพัน คือเรื่องราวของเวสสันดรชาดกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นภาษาบาลี รวมทั้งหมดมี ๑,๐๐๐ พระคาถา และเทศน์คัมภีร์ต่อไปอีก คือ คัมภีร์มาลัยต้น มาลัยปลายและอานิสงส์เวสสันตระ
รุ่งขึ้นวันเดือนยี่เหนือเพ็ญ เวลาเช้าตรู่จะเริ่มฟังกัณฑ์ทศพรและกัณฑ์ต่อ ๆ มาตามลำดับ มีเวลาพักตักบาตรตอนเช้าและฉันเพล จากนั้นก็เทศน์ติดต่อกันไป เมื่อเทศน์กัณฑ์ใดเจ้าภาพของกัณฑ์ก็จะจุดธูปเทียนบูชาคาถาของกัณฑ์นั้น จนครบคาถา ดังนี้
๑. กัณฑ์ทศพร มี ๑๙ คาถา
๒. กัณฑ์หิมพาน มี ๑๓๔ คาถา
๓. ทานกัณฑ์ มี ๒๐๙ คาถา
๔. กัณฑ์ประเวสน์ มี ๕๗ คาถา
๕. กัณฑ์ชูชก มี ๗๙ คาถา
๖. กัณฑ์จุลพล มี ๑๕ คาถา
๗. กัณฑ์มหาพน มี ๘๐ คาถา
๘. กัณฑ์กุมาร มี ๑๐ คาถา
๙. กัณฑ์มัทรี มี ๙๐ คาถา
๑๐. กัณฑ์สักกบรรพ มี ๔๓ คาถา
๑๑. กัณฑ์มหาราช มี ๖๙ คาถา
๑๒. กัณฑ์ฉกษัตริย์ มี ๓๙ คาถา
๑๓. นครกัณฑ์ มี ๔๘ คาถา
รวมทั้งหมด ๑,๐๐๐ คาถา

ชื่อกัณฑ์เทศน์และเนื้อเรื่องย่อในแต่ละกัณฑ์
*ในแต่ละกัณฑ์ที่พระสงฆ์จะเทศน์จะมีเนื้อเรื่องย่อซึ่งเป็นเรื่องราวของเวสสันดรชาดกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้เป็นภาษาบาลีดังนี้

กัณฑ์ที่ ๑ ชื่อกัณฑ์ทศพร พรรณนาตอนที่พระนางผุสดีขอพรจากพระอินทร์ ๑๐ ประการ ก่อนที่จะจุติในโลกมนุษย์เป็นมารดาของพระเวสสันดร
กัณฑ์ที่ ๒ ชื่อกัณฑ์หิมพานต์ พรรณนาถึงจุติปฏิสนธิของพระเวสสันดร จนถึงทรงได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรี พระธิดาแห่งกษัตริย์แคว้นมัทราชจนกระทั่งถูกเนรเทศออกจากเมืองเข้าสู่ป่าพรรณนาถึงป่าหิมพานต์
กัณฑ์ที่ ๓ ชื่อทานกัณฑ์ พรรณนาสัตตสดกมหาทาน พระเวสสันดรสั่งเมืองและให้ทานรถเทียมด้วยม้าแก่ผู้ที่มาทูลขอ
กัณฑ์ที่ ๔ ชื่อกัณฑ์วนปเวศน์ พรรณนาถึงสี่กษัตริย์เสด็จถึงนครมาตุลราช พระยาเจตราฐ เจ้าเมืองทูลขอให้ครองสมบัติ พระเวสสันดรไม่ทรงรับ
กัณฑ์ที่ ๕ ชื่อกัณฑ์ชูชก พรรณนาถึงพราหมณ์ชูชกขอทานจนได้นางอมิตตดาลูกสาวเพื่อนเป็นเมีย เมียต้องการคนรับใช้ให้พราหมณ์ชูชกไปขอกัณหาและชาลีมาเป็นคนใช้ พราหมณ์จึงออกเดินทางไปสู่เขาวงกฏ เจอพรานเจตบุตรผู้รักษาทางเข้าป่าหิมพานต์
กัณฑ์ที่ ๖ ชื่อกัณฑ์จุลพน พรานเจตบุตรถูกชูชกหลอกจึงบอกทางไปสู่เขาวงกฏ
กัณฑ์ที่ ๗ ชื่อกัณฑ์มหาพน พรรณนาถึงพราหมณ์ชูชกพบอจุตฤาษี ก็ชี้ทางไปสู่เขาวงกฏ พรรณนาถึงป่าเขาลำเนาไพร
กัณฑ์ที่ ๘ ชื่อกัณฑ์กุมาร ชูชกไปถึงเขาวงกฏเพื่อขอกัณหาชาลี สองกุมารลงไปหลบในสระน้ำ พระเวสสันดรเรียกขึ้นมามอบให้พราหมณ์ชูชก ชูชกทุบตีฉุดกระชากลากสองกุมารไป
กัณฑ์ที่ ๙ ชื่อกัณฑ์มัทรี พระนางมัทรีกลับจากหาผลไม้ในป่าพบสัตว์สามตัวนอนขวางทางจึงไม่พบลูกทั้งสอง พอทราบความจริงก็เป็นลมสลบไป
กัณฑ์ที่ ๑๐ ชื่อกัณฑ์สักกบรรพ์ พระอินทร์แปลงกายมาทูลขอพระนางมัทรีจากพระเวสสันดรแล้วคืนให้ พระเวสสันดรทูลขอพร ๘ ประการจากพระอินทร์
กัณฑ์ที่ ๑๑ ชื่อกัณฑ์มหาราช พราหมณ์ชูชกพา ๒ กุมารหลงทางเข้าสู่เมืองสีพี พระเจ้าสัญชัยทรงไถ่กุมารคืนด้วยสิ่งของอย่างละ ๑๐๐ พราหมณ์ชูชกรับประทานอาหารจนตายพระเจ้าสัญชัยเตรียมไปรับพระเวสสันดรและพระนางมัทรี
กัณฑ์ที่ ๑๒ ชื่อกัณฑ์ฉกษัตริย์ พรรณนาถึงหกกษัตริย์พบกัน เกิดความยินดีจนเศร้าโศกสลบไป พระอินทร์บันดาลฝนโบกขรพรรณตกลงมาประพรมจนฟื้นคืนสติทั้งหมด
กัณฑ์ที่ ๑๓ ชื่อกัณฑ์นครกัณฑ์ (ขณะเทศน์จะมีการโปรยข้าวตอกข้าวสาร สมมติว่าพระอินทร์ได้บันดาลฝนแก้ว “รัตนธารา”) กัณฑ์สุดท้ายถือเป็นกัณฑ์ชัยมงคลพรรณนาถึงพระเวสสันดร พระนางมัทรี ลาจากเพศพรตฤาษีนิวัติคืนสู่พระนครครองเมืองสีพี พระอินทร์บันดาลห่าฝนสัตตรตนะธาราตกลงทั้งภูมิมณฑลโปรดให้ประชาชีทำบุญทำทานตลอดพระชนมชีพ

เมื่อเทศน์จบกัณฑ์หนึ่งๆ จะมีการประโคมฆ้องกลองบูชาบนวิหารก็จะจุดประทัดบอกสัญญาณให้รู้ว่า“ธรรมจบกัณฑ์หนึ่ง“แล้วคนอยู่ที่ไหนได้ยิน เสียงกลองก็จะประนมมือไหว้มาทางวัดกล่าวคำว่า “สาธุ”
* (จากเอกสารแนะนำภูมิปัญญาล้านนา ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดลำพูน โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน)

กัณฑ์ที่นิยมฟังเป็นพิเศษและนิยมเสียง
ในมหาเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์นั้น จะมีบางกัณฑ์ที่คนนิยมฟังเป็นพิเศษและนิยมกำหนดเสียงพระนักเทศน์ไว้ คือ
๑. กัณฑ์ชูชก นิยมเสียงใหญ่หรือค่อนข้างใหญ่
๒. กัณฑ์มัทรี นิยมเสียงเล็กคล้ายเสียงผู้หญิง
๓. กัณฑ์กุมาร นิยมเสียงเล็กกลมกล่อมนุ่มนวล
๔. กัณฑ์สักกบรรพ นิยมเสียงคล้ายกับมัทรีหรือกุมาร
๕. กัณฑ์มหาราช นิยมเสียงใหญ่หนักแน่น
๖. กัณฑ์ฉกษัตริย์ นิยมเสียงเด็กส่วนมากเป็นสามเณรเล็กๆเทศน์
๗. นครกัณฑ์ นิยมเสียงใหญ่ทุ้มกังวาน

ในการเทศน์ตามกัณฑ์ที่กล่าวมานี้ ก่อนจะเทศน์พระผู้เทศน์จะใส่กาบเค้า คือแหล่กาพย์ตอนต้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ที่เข้ากับเหตุการณ์ เช่น กาบสิทธารถ กาบพิมพาพิลาป กาบศีลห้า เป็นต้น แต่เสียงใหญ่มักนิยมใส่กาบคำสอน เช่น กาบทศพิธราชธรรม กาบร่ำสงสาร เป็นต้น เฉพาะกัณฑ์ชูชก จะต้องใส่กาบเค้าเรื่องกำเนิดของชูชก เมื่อจบกาบเค้าแล้วจะดำเนินเทศน์ตามเนื้อเรื่องที่มีในคัมภีร์
เมื่อเทศน์จบในกัณฑ์ใดแล้ว จะมีการใส่กาบปลายอีกครั้งหนึ่ง เป็นการสรุปใจความในกัณฑ์นั้น ถ้าเป็นกัณฑ์สุดท้ายคือนครกัณฑ์ มักจะใส่กาบลำดับกัณฑ์ คือสรุปเรื่องราวของมหาเวสสันดรทั้งหมด ตั้งแต่กัณฑ์ทศพรถึงนครกัณฑ์
การฟังเทศน์มหาชาตินี้ มีบางครั้งบางกัณฑ์เช่นกัณฑ์มัทรี กัณฑ์กุมาร กัณฑ์มหาราชมักจะนิมนต์พระที่เทศน์เก่งมาเทศน์ประชันกัน การเทศน์ประชันกันนี้ ให้องค์หนึ่งเทศน์จนจบกัณฑ์แล้วองค์ที่ ๒ จึงจะเทศน์ต่อ ไม่ได้เปลี่ยนกันแหล่สลับกันเหมือนภาคกลาง มีการเทศน์ในกัณฑ์เดียวมากๆเวลาที่จะฟังให้จบในวันหนึ่งคืนหนึ่งก็น้อยลง บางครั้งเมื่อเทศน์ถึงนครกัณฑ์จวนจะจบแล้ว พระอาทิตย์ในวันใหม่ก็จะโผล่พ้นขอบฟ้า ศรัทธาต้องเร่งปิดประตูวิหารเพื่อมิให้แสงสว่างอย่างนี้ก็มี

การตั้งธรรม
เมื่อพูดถึงประเพณีการเทศน์มหาชาติ ก็ใคร่จะนำเอาประเพณีการตั้งธรรมมาพูดรวมไว้ในทีเดียวกัน “การตั้งธรรม” ฟังชื่อแล้วรู้สึกแปลกเหมือนเอาพระธรรมคัมภีร์มาตั้งไว้ ความเป็นจริงหมายถึงการฟังเทศน์เป็นการใหญ่ คือฟังกัน ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง ๗ วันบ้าง ๑๐ วันบ้างการตั้งธรรมเช่นนี้เป็นประเพณีนิยมสืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยโบราณ
วัตถุประสงค์ เพื่อต้องการหาเงินมาสร้างสิ่งถาวรภายในวัดอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีการทอดกฐิน หรือผ้าป่าบำรุงเหมือนปัจจุบัน
เมื่อจะตั้งธรรมก็ประชุมศรัทธาชาวบ้านถามความเห็น เป็นการปรึกษาหารือกัน เมื่อศรัทธาส่วนมากเห็นชอบด้วย ก็จะกำหนดเดือนวันที่จะตั้งธรรม ส่วนมากมักจะเป็นเดือนยี่ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เดือน ๖ เหนือ นอกจากเดือนเหล่านี้แล้วไม่นิยมกัน

ธรรมหรือคัมภีร์ที่ใช้เทศน์
เมื่อตกลงกันแล้วก็จะเริ่มหาศรัทธาเป็นเจ้ากัณฑ์นั้นๆ ใครจะเป็นเจ้าภาพเรื่องอะไร กัณฑ์ไหนก็มาแจ้งแก่เจ้าอาวาส ท่านจะจดชื่อไว้
นักปราชญ์ล้านนาไทยแต่โบราณ ท่านมีกุศโลบายอันฉลาดที่จะดึงให้ชาวบ้านรู้จักทำบุญท่านได้กำหนดชาดกธรรมประจำปีเกิด เดือนเกิด วันเกิด ของคนทั้งหลายไว้ พร้อมกับบอกไว้ว่า”บุคคลใดก็ตาม” ถ้าริบรอมทรัพย์สมบัติใดไม่ขึ้น เก็บเงินไม่อยู่มักทำให้สิ้นไปหมดไป ให้ทานธรรมชาตาของตนเสีย แล้วจะวุฒิจำเริญ”
ปรากฏว่าคนทั้งหลายต่างก็ขวนขวายหาทางสร้างคัมภีร์ทั้งหลายอันเป็นธรรมประจำชาตาตนเอง โดยจ้างคนที่เข้าใจจารคัมภีร์นั้นๆให้ แล้วนำมาถวายแก่สงฆ์ ด้วยเหตุนี้คัมภีร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมหาชาติหรือชาดกอื่นๆมักจะมีเป็นจำนวนมาก บางวัดเฉพาะมหาชาติมีเป็นตู้ๆปิฏกะทั้งสามมีเยอะทีเดียว หากว่าไม่อาจจะสร้างใหม่ ท่านก็อนุญาตให้บูชา (เช่า) เอาคัมภีร์ที่มีอยู่แล้วในวัดมาถวายทาน ก็ชื่อว่าได้บุญได้อานิสงส์เช่นกัน

ธรรมคัมภีร์ที่ท่านกำหนดไว้เป็นธรรมชาตาปี
คนเกิดปี ธรรม
ไจ้ (ชวด) เตมียะ
เป้า (ฉลู) เวสสันดร
ยี (ขาล) สุทธนะ
เหม้า (เถาะ) เนมิราช
สี (มะโรง) สมภมิตร
ไส้ (มะเส็ง) ภูริทัต
สะง้า (มะเมีย) สุธน
เม็ด (มะแม) ช้างฉัททันต์
สัน (วอก) มโหสถ
เส้า (ระกา) สิทธัตถะ
เส็ด (จอ) กุสราช
ไก๊ (กุน) สุตตโสม
ธรรมคัมภีร์ที่ท่านกำหนดให้เป็นธรรมชาตาเดือน
คนเกิดเดือน ให้สร้างธรรม
เกี๋ยง (๑๑) สุทธนู หรือปฐมกัปป์
ยี่ (๑๒) ช้างฉัททันต์ หรือปทุมกุมาร
สาม (อ้าย) มโหสถ หรือ มัฎฐกุณฑลี
สี่ (ยี่) หงส์ผาคำ หรือ ภูริทัต
ห้า (๓) อมธรา หรือ ปุริสาท
หก (๔) พุทธโฆสเถร หรือ เตมิยะ
เจ็ด (๕) อรินทุม หรือเนมิราช
แปด (๖) สิทธัตถะ หรือ พารทะ
เก้า (๗) พุทธาภิเสก หรือ ทสะสิบชาติ
วิฑุรบัณฑิต
สิบ (๘) ธรรมจักร หรือ สุวรรณสาม
สิบเอ็ด (๙) พุทธนิพพาน หรือ เวสสันตระ
สิบสอง (๑๐) มหามังคลสูตร หรือ สมภมิตร

ธรรมหรือคัมภีร์ที่ท่านกำหนดให้เป็นธรรมชาตาวัน
คนเกิดวัน ให้สร้างธรรม
วันจันทร์ สังคิณี
วันอังคาร วิภังคะ
วันพุธ ปุคคลปัญญัตติ
วันพฤหัสบดี กถาวัตถุ
วันศุกร์ ยมกะ
วันเสาร์ มหาปัฏฐาน

ใครเกิดปีใด เดือนใด ปีใด ก็เลือกสร้างหรือบูชา (เช่า) ธรรมคัมภีร์นั้นๆนำไปไว้ที่บ้านตระเตรียมทำกัณฑ์เทศน์ตามแต่อัธยาศัย ใครจะทำบุญอุทิศให้แก่ใครก็เขียนใส่สะเรียงคือกระดาษตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านไม่เท่ามีปลายแหลม แล้วเอาพันปลายไม้ที่เหลาไว้ปักบนกัณฑ์เทศน์

กำหนดวันฟังเทศน์หรือตั้งธรรม
มีคนเอากัณฑ์เทศน์หรือธรรมมาก ทางวัดก็จะกำหนดวันที่จะฟังเทศน์กัณฑ์นั้นๆถ้ามีผู้เป็นศรัทธากัณฑ์เทศน์มหาชาติมากๆก็จะกำหนดฟังมหาชาติเป็นวันๆ เช่น ๒ วัน ๓ วันเป็น ต้น นอกนั้นฟังธรรมวัตรคือธรรมคัมภีร์ที่ไม่ใช่มหาชาติ สลับวันกับการฟังเทศน์มหาชาติ
เมื่อกำหนดวันแล้วก็จะนำคัมภีร์นั้นๆไปตกหัววัดที่เคยทำบุญถึงกัน วัดละกัณฑ์ ส่วนมหาชาตินั้นถ้าต้องการจะฟังพระองค์ใดที่ไหน ก็ไปนิมนต์ท่านถึงวัดแม้หัววัดจะไม่เคยถึงกันก็ตาม กำหนดนิมนต์ให้ท่านมาเทศน์ในวันที่กำหนดไว้ ส่วนมากการฟังเทศน์มหาชาติจะมีกี่วันก็ตามแต่ต้องฟังในวันสุดท้ายด้วย

การประดับตกแต่งสถานที่

ในการฟังเทศน์ทุกวันจะมีการเวนทานโดยอาจารย์ของวัดทุกวัด ส่วนวันใดมีการเวนทานธรรมคัมภีร์เวสสันดรชาดก ก็จะเวนทานมหาชาติซึ่งนักปราชญ์โบราณได้แต่งไว้โดยเฉพาะ เป็นประเพณีสืบต่อกันมา ในปัจจุบันนี้การตั้งธรรมหรือฟังเทศน์มหาชาติไม่ค่อยได้ทำตามแบบตามที่โบราณาจารย์กำหนดไว้ การสร้างธรรมคัมภีร์ตามชาตาปี เดือน วันเกิดของตน ก็ไม่ค่อยจะมีใครปฏิบัติตามเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะไม่ทราบหรือเพราะประเพณีทางภาคกลางเข้ามาครอบงำจนไม่ทราบประเพณีอันแท้จริงของล้านนาไทย ประกอบกับทางการก็ไม่สนับสนุนฟื้นฟู สิ่งที่นับวันจะหายไป คือ พระธรรมคัมภีร์ทั้งหลายจะน้อยลง พระนักเทศน์ทำนองมหาชาติล้านนาไทยก็จะหมดไป ปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่กี่รูป ส่วนมากก็มีอายุเกิน ๗๕ ปีแล้ว ถึงแม้จะจัดให้มีการฟังเทศน์มหาชาติในปัจจุบัน ก็เลือกฟังเฉพาะกัณฑ์ ไม่ได้ฟังครบทั้ง ๑๓ กัณฑ์ กัณฑ์ดังกล่าวและฟังกันเพื่อความสนุกสนานเหมือนฟังจำอวดไป


index l on top


ประเพณีต๋านก๋วยสลาก

งานทำบุญทานข้าวสลาก(ต๋านก๋วยสลาก) หรือกินก๋วยสลาก คืองานประเพณีทำบุญสลากภัตต์ ซึ่งนิยมทำกันในช่วงกลางพรรษา ในราวปลายเดือนสองหาคม กันยายน ตุลาคม และจะกินกันมากในเดือนกันยายน เพราะถือว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่อดอยากของชาวบ้าน ด้วยเหตุหลายประการ ประการสำคัญคือข้างเปลือกที่เก็บไว้ในยุ้งฉางใกล้จะหมด หรือหมดไปแล้ว

คนที่มีข้างเปลือกก็จะเก็บไว้กินจนกว่าจะเก็บเกี่ยวข้าวใหม่มาใส่ในปีต่อไปซึ่งจะเป็นในราวเดือนมกราคม คนที่ซื้อกินข้าวสารก็จะหาซื้อยากและมีราคาแพง ด้วยเหตุนี้จึงถือว่าในระหว่างเดือนเหล่านี้เป็นเดือนที่เร้นแค้นอดอยาก เมื่อคนทั่วไปอดอยากก็พากันคิดถึงผีที่เป็นญาติพี่น้องก็คงจะอดอยากเช่นกัน ห่วงว่าพ่อแม่พี่น้องที่ตายไปแล้วจะไม่มีเครื่องอุปโภคบริโภค จึงรวมกันจัดพิธีทำบุญทานข้าวสลาก จัดข้าวปลาอาหารของกินของใช้ไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญทานข้าวสลากมีพิธีการทานผิดกับการทานในโอกาสอื่นตรงที่ไม่จำเพาะเจาะจงแก่สงฆ์รูปใดองค์ใด จึงทำเป็นสลากไปรวมปะปนกันให้พระภิกษุสามเณรจับสลากหรือฉลาก หากก๋วยสลาก หรือภาชนะที่บรรจุเครื่องไทยทานตกที่พระภิกษุหรือสามเณรรูปใดก็จะยกก๋วยสลากถวายแก่รูปนั้น

วันงานทานข้าวสลากนี้ ชาวบ้านจะนักหมายตกลงกันว่าวันใดจะเป็นวันทานข้าวสลาก โดยเริ่มจากวัดสำคัญที่สุดในละแวกนั้นเสียก่อน ซึ่งการจัดงานนั้นจัดให้มีงาน ๒ วัน คือ วัตแต่งดา หรือวันสุกดิบวันหนึ่งและวันทาน หรือวันถวายทาน อีกวันหนึ่ง ในวันแต่งดานั้น ทุกหลังคาเรือนจะจัดหาวัตถุเข้าของของกินของใช้ตามกำลังศรัทธา ญาติพี่น้องที่อยู่ต่างบ้านไม่ว่าไกลหรือใกล้ เมื่อรู้ข่าวก็จะพากันมาฮอม คือร่วมบริจาคจตุปัจจัยสมทบในการบำเพ็ญทานตามสายญาติของตน
อุปกรณ์สำคัญในการทำบุญกินก๋วยสลาก ประกอบด้วย

ต้นสลาก
คือเครื่องไทยทานที่จัดเป็นพุ่ม ตามแนวของต้นกัลปพฤกษ์ ต้นสลากแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ สลากขนาดใหญ่เรียกว่า สลากโชค หรือก๋วยโชค (อ่าน”โก๋ยโจ้ก”) ตันสลากขนาดปานกลางเรียกว่า ก๋วยสำรับ ตันสลากขนาดเล็ก ก๋วยซอง คือตระกร้าที่สานอย่างง่ายๆอย่างหนึ่งส่วนต้นสลากพิเศษเรียกว่า สลากย้อม
ก๋วยโชค เป็นเครื่องไทยทานที่ทำอย่างวิจิตรและมีขนาดใหญ่ บางทีอาจทำเป็นชองอ้อย หรือกระบะมีขาสูงเท่าเอวมีกำฟางประดับด้วยดอกไม้ หรือกิ่งไม้แขวนด้วยเครื่องใช้ต่างๆบางแห่งใช้ไม่ไผ่รวกทั้งลำเสียบปักของกินของใช้ตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย บางครั้งก็ใช้กระบุงขนาดใหญ่ปักด้วยต้นคา หรือหญ้าคาทำเป็นกำยางแล้วแขวนด้วยวัตถุข้าวของต่างๆบางท้องถิ่นสร้างเป็นบ้านจำลอง ใส่ด้วยข้าวของเครื่องใช้ในครัวเรือนจนครบทุกอย่าง บางท้องถิ่นสร้างทำเป็นรูปปราสาท รูปเรือ รูปช้าง ม้า วัว ควาย ข้างในใส่ข้าวของเครื่องใช้เครื่องบริโภค ยอดหรือปัจจัยของก๋วยโชคจะมีจำนวนเงินมากกว่าก๋วยชนิดอื่น

ถ้าเป็นต้นสลากย้อม ซึ่งเป็นสลากพิเศษของหญิงสาวในบางท้องที่โดยเฉพาะในกลุ่มไทยองก็จะ มีข้างของเครื่องใช้เพิ่มจำนวนขึ้นจนรวมไปถึงกระจก หวี แป้ง ผ้าเช็ดหน้า จำพวกของเครื่องใช้ของผู้หญิงจะนำมาใส่จนครบแล้วกางร่มไว้บนยอดสุด หญิงสาวนิยมทำต้นสลากย้อมถวายเพราะเชื่อว่าเมื่อแต่งงานแล้ว จะทำให้ครอบครัวมีความสุข

ก๋วยสำรับ
ใช้ก๋วยหรือตะกร้าภาชนะเป็นที่บรรจุข้าวของเครื่องกินเครื่องใช้ เช่น ก๋วยตีนช้าง กระบุง พ้อม กะละมัง ถังน้ำ เป็นต้น เครื่องที่ใส่ข้างในพร้อมทุกอย่าง ยอดหรือปัจจัยเงินที่ใส่ทำบุญอาจมีจำนวนน้อยกว่าก๋วยโชค

ก๋วยซอง
เป็น “ซอง” หรือภาชนะสานด้วยตอกไม้ไผ่เป็นรูปตะกร้าโปร่งทรงสูง ปล่อยตอกให้พ้นจากตัวตระกร้าขึ้นไปรองด้วยใบตองแล้วใส่ข้างปลาอาหารทุกอย่าง แล้วจึงรวบตอกที่พันขึ้นไปผูกติดกันเพื่อปิดปากก๋วย
เครื่องกินเครื่องใช้ที่ใส่ในก๋วย มีข้าวสุก ข้าวสาร อาหารสุก ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารแห้งอย่างแคบหมู ชิ้นส้ม ไส้อั่ว ชิ้นหนึ้ง ปลาปิ้ง พริก เกลือ หอม กระเทียม หมาก ปูน พลู ยาสูบ ขนมต้ม ขนมหวานต่างๆ ลูกไม้ผลไม้ เช่น ส้มโอ กล้วย อ้อย มะพร้าว น้ำตาล ถ้าเป็นก๋วยซองจะมีเนื้อที่ให้ใส่ของเหล่านี้อย่างละไม่มาก กล้วยจะแบ่งใส่ ๑-๒ ลูก ส้มโอก็ผ่าใส่ ๑ กลีบ อ้อยก็ตัดยาวขนาด ๑ คืบ ใส่ไว้ ๑ ท่อน ถ้าเป็นก๋วยสำรับและก๋วยโชค ของเหล่านี้จะใส่ทั้งลูกทั้งหวี ก๋วยซอง นิยมทำถวายอุทิศส่วนบุญให้คนตาย มีบิดามารดา เป็นต้น

ในการไปรอมพอย (อ่านว่า”ฮอมปอย”)
หรือการที่มีญาติมิตรนำเอาสิ่งของไปรอมหรือสมทบทำบุญกับเจ้าของต้นสลากนั้น ข้าวของที่พี่น้องนำไปรอมอาจเป็นดอกไม้พื้นเมืองที่หาได้หรือดอกที่สวยงามหรือมีกลิ่นหอม เช่น ดอกจำปา ดอกเก็ดถะหวา ดอกพุด ดอกสะบันงา ดอกกาแกด เป็นต้น และก็มีกล้วย อ้อย หมากพลู นอกจากจะเอาไปรอมแล้วยังช่วยแต่งช่วยดาเครื่องสลากจนเสร็จอีกด้วย ผู้เป็นเจ้าของต้นสลาก
หรือเจ้าของเรือนก็จะนำข้าวปลาอาหารเลี้ยงพี่เลี้ยงน้องที่มาฮอม แล้วยังทำขนมพื้นเมือง อย่างข้าวต้มกระทิ ข้าวต้มกล้วย ข้าวต้มถั่ว ที่นิยมทำและชอบกินกันคือ เข้าหนมจ็อก หรือขนมเทียนแบบล้านนา ตอนเย็นเมื่อพี่น้องจะกลับเจ้าของเรือนจะห่อเอาเข้าหนมจ็อก เป็นของฝากให้แก่พี่น้องทุกคนเพื่อนำไปให้ลูกหลานที่อยู่บ้านได้กินกัน การแต่งดาต้นสลากใช้เวลาทั้งวันจึงจะเสร็จ เพราะคนสมัยก่อนต้องทำด้วยมือเองทั้งหมด ไม่ได้ซื้อหาเอาได้ง่ายอย่างกับปัจจุบัน

จำนวนก๋วยที่ชาวบ้านทุกครัวเรือนต้องแต่งดา ในสมัยก่อนนั้น แต่ละครัวเรือนให้เตรียมก๋วยซองไว้ตั้งแต่ ๑๐ ก๋วยขึ้นไป เพราะจะต้องนำไปถวายพระพุทธ พระธรรม พระธาตุคือองค์เจดีย์ (ถ้าวัดนั้นมี) ถวายเจ้าอาวาส และมอบให้แก่อาจารย์วัด รวมเป็น ๕ ก๋วย และก๋วยทั้งห้านี้ไม่ต้องมีเส้นสลากหรือรายชื่อเจ้าของและคำอุทิศ นอกนั้นจะเป็นก๋วยซองที่มีเส้นเพื่ออุทิศให้แก่ญาติที่ตายไปคนละ ๑ ก๋วย อุทิศถึงเทวดา อุทิศถึงสัตว์เลี้ยงใช้งานที่ตายไป ก๋วยสำรับจะแต่งตามจำนวนคนที่อยู่ในครอบครัวนั้นๆคือพ่อแม่ ๑ สำรับ ลูกๆคนละ ๑ สำรับ ก๋วยสำรับทำเพื่ออุทิศถึงคนตายและอุทิศไว้เสวยภายหน้าด้วย ส่วนก๋วยโชคนั้น แต่ละบ้านอาจจะมี ๑ ต้น ถ้ามีลูกบ่าวลูกสาวอาจจะมี ๒ ต้นก็ได้
ไม้เสียบก๋วย ก๋วยซองส่วนบนจะทำไม้ ๓ ง่ามปักไว้ไม้อันกลางจะยาวกว่า ๒ ข้าง ตรงกลางเป็นที่เสียบไม้ขีดไฟและยอดเงิน ๒ ข้างจะเสียบด้วยบุหรี่ข้างละ ๑ มวน บางท้องถิ่นเอาใบตาลหรือใบลานมาพับทำเป็นรูปหงส์ ปากคาบเงินยอดทานที่ปักไว้ที่ส่วนบนของก๋วยซอง

เส้นสลาก
หรือชื่อเจ้าศรัทธาและคำอุทิศ สมัยก่อนทำด้วยใบตาลหรือใบลาน นำมาตากให้แห้งแล้วตัดแต่ง กว้างประมาณ ๓-๔ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๔๐-๕๐ เซนติเมตรแหลมหัวแหลมท้าย แต่งขยักหัวให้สวยงามเพื่อเขียนชื่อผู้เป็นเจ้าของและความปรารถนาของผู้ถวาย ในตอนกลางวันจะแต่งดาต้นสลากจนเสร็จ พอถึงกลางคืนก็ยังจะมีพี่น้องหรือบ่าวมาเที่ยวอีกครั้ง เพราะต้นสลากย้อมของหญิงสาวที่ยังแต่งไม่เสร็จก็จะแต่งให้เสร็จในตอนกลางคืน พวกบ่าวหนุ่มก็จะมาช่วยหญิงสาวแต่งและถือโอกาสได้ อู้สาว คือพูดคุยกับสาวเจ้าไปในตัว ในจำนวนบ่าวที่มาเที่ยวนั้น ถ้าเป็นคนที่เคยบวชเคยเรียนหนังสือรู้ตัวเมืองดี ก็จะมาช่วยเขียนเส้นสลากให้แก่เจ้าของเรือน สมัยก่อนการจารชื่อเจ้าของสลากและคำปรารถนาจะจารด้วยอักษรตัวมืองหรืออักษรธรรมล้านนาทั้งสิ้น

คำเขียนเส้นสลาก
ภาษาคำที่จารลงบนใบตาลหรือใบลานที่เรียกว่าเส้นสลาก เป็นแบบที่เขียนต่อกันมานาน ดังนั้นคำในเส้นสลากจึงจะมีถ้อยคำที่คล้ายคลึงกันเกือบทุกที่ทุกท้องถิ่นในเขตล้านนา ถ้าเป็นก๋วยโชค มักจะจารว่า

“อิมินา สลากภตฺตทานํ สพฺพรุกฺขทานํ สพฺพปริวารทานํ ภณฺฑโอทานภิกฺขหารทานํ หมายทานสลากต้นนี้ หมายมีศรัทธา……………….พร้อมทังภริยาลูกหลานชู่คน ขออุทิศไว้เสวยในภายหน้า ของเถิงสุข ๓ ประการ มีพระนิพพาน เป็นยอด นิพฺพานปจฺจโย โหตุเม นิจฺจํ ธุวํ ธุวํ”
ถ้าเป็นก๋วยสำรับมักเขียนว่า “สุทินฺนํ วตเมทานํ หมายทานสำรับนี้ศรทธา…………….พร้อมด้วยลูกหลานชู่คน ทานไพหา……………….ผู้ที่ล่วงลับขอหื้อไพรอดไพเถิง จิ่มเตอะ”
ถ้าเป็นก๋วยซองมักเขียนว่า “หมายทานสลากเข้าซอนี้ศรัทธา………………..ขออุทิศไพหา เทวบุตรเทวดา อินทร์พรหม ครุฑนาค น้ำปรไมไดศวร”หรือ “ขออุทิศไพหาพ่อแม่ผู้มีชื่อว่า………………..ขอไพรอดเถิงจิ่ม” หรือ “อุทิศไพเถิงสัตต์สัพพะว่าสัตว์ที่ได้ข้าได้บุบตี” หรือ “อุทิศไพหา เจ้ากัมม์นายเวรทังกลาย”


หรือบางคนก็อุทิศไปหาวัวควายช้างม้าที่เจ้าของรักและได้ตายจากไป เช่น “ขออุทิศไพหาควายแม่ว้อง
เมื่อถึงวันที่มีงานทำบุญข้าวสลาก เจ้าของเรือนหรือเจ้าของสลากจะตื่นแต่เช้ามืดเข้าครัวนึ่งข้าว ทำอาหารเมื่อข้าวสุกแล้วก้จะจัดข้าวและอาหารเล้กน้อยไปใส่ข้าวพระเจ้า หรือถวายอาหารแก่พระพุทธรูปที่หิ้งพระ จากนั้นก็จะห่อข้าวสุกใส่ก๋วยสลากทุกอัน และห่ออาหารแห้งใส่ทุกก๋วยด้วย
เมื่อกินอาหารมื้อเช้าแล้วจะพากันอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว
จะให้เสื้อผ้าที่มีสีสันที่ซื้อหามาไว้ เพราะตามธรรมดาถ้าไม่มีงานมีการจะไม่มีโอกาสได้ใส่ผ้าใหม่เลย เนื่องจากหากไม่มีงานบุญแล้วเอาเสื้อผ้าใหม่มาใส่ชาวบ้านก็จะนินทาเอา ดังนั้นเมื่อมีงานอย่างนี้จึงตื่นเต้นที่จะได้ใส่เสื้อผ้าสวยอวดกัน แล้วช่วยกันนำเอาต้นสลาก ก๋วยสลากไปตั้งไว้ในศาลาบาตร ซึ่งวัดในสมัยก่อนจะมีศาลาบาตรใกล้วิหารเกือบทุกวัดแล้วเอาเส้นสลากขึ้นไปกองรวมกันที่หน้าพระประธานในวิหาร สำหรับ
ก๋วยสลากที่ไม่มีเส้น ๕ ก๋วยนั้น จะยกไปประเคนถวายพระพุทธที่ฐานแท่นแก้ว หรือพระประธานในวิหาร ๑ ก๋วยยกไปประเคนพระธรรมที่ฐานธรรมาสน์ทรงปราสาท อันเป็นที่สำหรับแสดงพระธรรมเทศนา ๑ ก๋วย ยกไปประเคนรับพรจากเจ้าวัดคือเจ้าอาวาส ๑ ก๋วย ยกไปประเคนรับพรจากอาจารย์วัดหรือมัคทายก ๑ ก๋วย

ร้านข้าวต้ม
ในระหว่างทางที่ชาวบ้านจะเดินทางนำเอาก๋วยไปรวมกันที่วัด ข้างทางมักจะมีเด็กเลี้ยงวัวเลี้ยงควายช่วยกันทำร้านเล็กๆสร้างด้วยไม่ไผ่แบบหยาบๆกว้างประมาณ ๕๐ เซนติเมตร ยาวประมาณ ๑ เมตร สูงประมาณ ๑ เมตร เส้นทางหนึ่งอาจจะมีเด็กสร้างไว้อย่างน้อย ๑ ร้าน เมื่อศรัทธาเดินผ่านและเห็นร้านนี้ก็จะเอาข้าวต้มมัดที่เตรียมไว้แล้วไปวางไว้บนร้าน ในตอนกลางวันพวกเด็กเลี้ยงควายที่หิวจะมาดูและแบ่งข้าวต้มนั้นสู่กันกิน

แม่หาบ
ในกรณีที่พระภิกษุสามเณรที่ได้รับนิมนต์ไปกินก๋วยสลากที่วัดอื่น สมัยก่อนบางท้องถิ่น บางจังหวัด บางอำเภอจะมีแม่หาบตามพระภิกษุสามเณรไปด้วยรูปละ ๑ คน ผู้ที่เป็นแม่หาบส่วนมากจะเป็นหญิงสาวในหมู่บ้านนั้นๆคนที่เป็นแม่หาบจะแต่งดาก๋วยสลาก ไปร่วมทำบุญกับวัดอื่นคนละ ๑ ก๋วย มักจะจัดเป็น ก๋วยสำรับและตกแต่งดาอย่างสวยงาม บางคนเอาใบตาลมาพับเป็นหงส์คาบปัจจัย แล้วเขียนชื่อและคำอุทิศใส่ใบลานเป็นเส้นสลากไป ๑ เส้น และก๋วยสลากของแม่หาบยังมีใบลานอีกอันหนึ่งที่พระภิกษุหรือคนที่เคยบวชเรียนมาแล้วที่เรียกว่า น้อย หรือ หนาน เป็นผู้เขียนให้โดยเขียนเป็นคำโคลงหรือกะโลงเขียนเป็นคำร่ำ เขียนเป็นค่าว บางแห่งเรียกว่าส้อยสลาก เป็นสำนวนการเขียนที่ไพเราะกล่าวถึงคำปรารถนาของแม่หาบ ผู้เป็นเจ้าของต้นสลากนั้นแม่หาบจะเอาภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กระบุง หรือตะกร้า สมัยต่อมาเอากะละมังใส่สาแหรก เอาก๋วยของนางใส่ในหาบแล้วหาบตามพระภิกษุสามเณรไป
ในวันที่มีการกินก๋วยสลากนั้น พระภิกษุสามเณรโดยเฉพาะสามเณรองค์น้อยๆจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะอยากจะได้ก๋วยโชค มีการจุดเทียนบูชาเอาโชค เอา”น้ำหม้อหนึ้ง”ลูบหัวเอา”เตี่ยวหม้อหนึ้ง”(คือผ้าที่ชุบน้ำให้เปียกเอาเวียนรอบรอยต่อระหว่าง”หม้อหนึ้ง”กับไหข้าวป้องกันไอน้ำออก) ผูกเอวไปเพราะเชื่อว่าทำอย่างนี้จะทำให้เกิดโชค วัดๆหนึ่งจะเดินทางไปร่วมงานกินก๋วยสลากเป็นขบวนมีพระภิกษุนำ ตามด้วยสามเณร ตามด้วยแม่หาบ ตามด้วยขะโยม เมื่อไปถึงวัดที่กินก๋วยสลาก แม่หาบจะนำเอาหาบและก๋วยของนางไปตั้งเรียงกันในศาลาหรือที่ทางวัดจัดไว้ให้ แล้วนางจะเอาเส้นสลาก(บัญชีรายชื่อสลาก) ขึ้นไปรวมกันในที่วิหาร

ใส่บาตรยาจก
งานกินก๋วยสลากทุกงานจะมียาจกวณิพกคนขอทานเดินทางมาจากใกล้และไกล เพื่อมาขอกินเข้าก๋วยสลาก ในช่วงเช้านี้คณะกรรมการจะจัดให้พวกยาจกนั่งเรียงแถวกันที่หน้าวิหารหรือข้างวิหาร จากนั้นศรัทธาชาวบ้านก็จะนำเอาข้าวสารใส่ภาชนะมาแจกทานให้กับยาจกให้ทั่วถึงกันทุกคน โดยเฉพาะพวกหนุ่มสาวจะชอบการทำบุญแจกข้าวสารแก่พวกยาจกที่ยากจนและตั้งคำปรารถนาขออย่าได้อดอยาก ให้มีข้าวปลาอาหารกินตลอดชาติ

สูนเส้น
เมื่อเห็นว่าทุกคนทุกหลังคาเรือนนำเอาเส้นสลากมาวางรวมกันหมดแล้ว ทางคณะกรรมการผู้เฒ่าผู้แก่จึงทำการสูนเส้นสลาก คือทำบัญชีรายชื่อสลากทั้งหลายให้ปนกัน โดยทุกคนนั่งหรือยืนรอบๆกองเส้นสลาก ต่างคนต่างหอบเอาเส้นขึ้นโปรยไปรอบกอง บางครั้งก็จะเอาโปรยลงบนหัวของกรรมการเป็นที่สนุกสนาน เมื่อเห็นว่าคละเคล้าปะปนกันแล้วจึงช่วยกันเอาตอกผูกเส้นสลากทำเป็นมัดๆละ ๑๐ เส้น ถึงตอนนี้ก็จะรู้ว่าจำนวนของเส้นสลากแล้วว่าได้จำนวนเท่าใดแล้วจึงคำนวณหารจำนวนพระภิกษุสามเณรที่นิมนต์มา ในสมัยโบราณมีสูตรในการแบ่งเส้นสลาก ดังปรากฏในพับสาของวัดสันป่าเลียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ว่าจำนวนพระภิกษุมีเท่าใดเอาเป็นเลขตั้งไว้ เอา ๒ คูณ ได้เท่าใดเอาจำนวนของสามเณรมาบวก ได้เท่าใดแล้วเอาหารกับเส้นสลาก ออกมาเท่าใดก็แบ่งเป็นจำนวนเส้นของสามเณรที่จะรับสลากเส้นที่เหลือจากนั้นก็เอาจำนวนพระภิกษุหารได้เท่าใดก็เท่านั้น ก็คงจะเป็นพระภิกษุได้เส้นสลากมากกว่าสามเณรครึ่งหนึ่งนั่นเอง สมัยต่อมาวัดที่กินสลากต้องการเงินเข้าบำรุงวัดจึงจัดเอาเข้าเป็นของพระเจ้าครึ่งหนึ่ง เหลือครึ่งหนึ่งเอามาหารกับจำนวนพระภิกษุสามเณร ถ้าได้เส้นน้อยก็จะแบ่งเป็น ๓ ส่วนเอาเป็นของพระเจ้าส่วนหนึ่ง เหลือ ๒ ส่วนนำมาแบ่งให้พระภิกษุสามเณร ถ้าพระภิกษุได้ ๑๐ เส้น สามเณรก็จะได้ ๕ เส้น
เมื่อจัดเรื่องเส้นสลากเรียบร้อยแล้ว จะนิมนต์พระภิกษุสามเณรขึ้นไปบนวิหาร ทำพิธีไหว้พระรับศีลแล้วจึงมีการเทศน์จากธรรมหรือคัมภีร์ใบลานเรื่อง อานิสงส์เข้าสลาก โดยสามเณรที่เป็นองค์ธรรมกถึกหรือผู้เทศน์นั้น เจ้าอาวาสจะให้สามเณรที่พ่อแม่ยากจนกว่าองค์อื่นเป็นผู้เทศน์ ถ้าเป็นสามเณรองค์เล็กๆก็จะยิ่งดี สามเณรจะขึ้นเทศน์ธรรมบนธรรมาสน์รูปทรงปราสาทเรียกว่า ปราสาทธัมมาสน์ ธรรมอานิสงส์จะกล่าวถึงอานิสงส์หรือผลดีในการได้ทำบุญเข้าสลาก เพื่อเป็นการเพิ่มพูนศรัทธาความเชื่อของศรัทธาชาวบ้านได้เป็นอย่างดี เมื่อการเทศน์จบแล้วสามเณรผู้แสดงธรรมเทศนาจะได้รับกัณฑ์เทศน์จากก๋วยที่ศรัทธาทั้งบ้านนำมาถวายพระธรรมทั้งหมด แต่จะไม่ได้รับการแจกเส้นสลากอีก

เวนทาน
จากนั้นเป็นหน้าที่ของอาจารย์วัดที่กล่าวคำโอกาสเวนทานเป็นคำประพันธ์แบบร่ายยาว ซึ่งจะมีการวานอินทร์ วานพรหม ให้ลงมาเป็นสักขีพยานในการทำบุญครั้งนี้ บอกประวัติความเป็นมาของการกินก๋วยสลากและกล่าวถึงความพร้อมเพรียงของศรัทธาชาวบ้านสุดท้ายก็แบ่งบุญให้กับเทวดา อินทร์พรหม แก่สัตว์ แก่เปรต แก่ผีทั้งหลาย ให้มารับเอาของทานในวันนี้อาจารย์จะโอกาสยาวเป็นพิเศษ เพราะได้รับก๋วยสลากเท่ากับพระที่เป็นเจ้าอาวาสไปแล้ว

อุปโลกน์เส้นสลาก
เมื่อจบการโอกาสเวนทาน ทางคณะกรรมการจะนิมนต์พระภิกษุจำนวน ๔ รูป มากล่าวคำอุปโลกน์ โดยพระสงฆ์นั่งล้อมกองเส้นสลากหรือนั่ง ๔ มุม ศรัทธาจะเอาเส้นสลากใส่ในภาชนะยกขึ้นให้พระภิกษุจับทั้ง ๔ รูป พระภิกษุรูปหนึ่งจะเป็นผู้กล่าวคำอุปโลกน์ว่า “อยํ ปฐมภาโค สงฺฆเถรสฺส ปาปุนฺนติ สงฺโฆรุจฺจติ สงฺโฆรุจฺจติ” ถือกันว่าถ้าพระสงฆ์ได้อุปโลกน์สิ่งของเครื่องทานแล้ว อาหารที่เหลือชาวบ้านนำไปกินไปใช้จะไม่เป็นบาป
ถวายเส้นสลาก
หลังจากนั้นคณะกรรมการจะเอาเส้านสลากใส่ในภาขนะยกไปถวายพระภิกษุสามเณรเป็นผู้หยิบยกเอาเอง พระสงฆ์ให้พร ศรัทธากล่าวคำกรวดน้ำ กล่าวคำลาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอันเสร็จพิธีบนวิหาร

ขานเส้นสลาก
ถ้าเป็นวิธีที่ให้ศรัทธานำก๋วยไปหาเอาเส้น พระภิกษุสามเณรจะยืนเรียงกันรอบฐานวิหารเอาเส้นสลากวางไว้ ศรัทธาชาวบ้านจะถือก๋วยซองเดินหาเส้นสลากของตัวเองรอบไปมาหลายเที่ยว คนหนุ่มก็จะถือโอกาสทำการคุ้นเคยหยอกล้อสาวบางคนก็พูดเกี้ยวด้วยค่าว เช่น กล่าวว่า “บุญเพิ่นนักเพิ่นได้ทานก๋วย อ้ายขอทานทวย มอกก๋วยขี้เปี้ย” ก๋วยขี้เปี้ย คือก๋วยขนาดเล็ก พวกขะโยมหรือศรัทธาที่ไปกับพระก็จะอ่าน
เส้นสลากด้วยเสียงอันดัง เพื่อให้เจ้าของสลากได้ยินและจะได้นำก๋วยมาประเคน เรียกว่าร้องเส้น สลากดังตัวอย่างอ่านว่า“หมายทานสลากเข้าซองนี้เป็นของพ่อแก้วแม่คำ ทานไปหาพ่อสุก บ่เอาเทื่อค่าหา” เมื่อเส้นสลากที่เป็นก๋วยซองหมดแล้วพระรูปใดที่ได้เส้นก๋วยโชคนั้น ศรัทธาที่เป็นเจ้าของจะนิมนต์ให้ไปรับและให้พร ณ ที่ตั้งต้นสลาก ก่อนที่จะให้พรก็จะให้เด็กวัดหรือขะโยม อ่านเส้นให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่าถูกต้องหรือไม่ และเพื่อให้ดวงวิญญาณของคนตายได้ยิน จะได้มารับเอาเครื่องไทยทานนั้น
เมื่อศรัทธาพากันหาจนทั่วแล้วไม่พบเส้นสลากของตนก็จะเข้าใจว่าสลากของตนนั้นได้จัดไปถวายพระเจ้าหรือถวายพระ ก็จะนำเอาก๋วยขึ้นไปหาเอาก๋วยบนวิหารที่เป็นเส้นพระเจ้า สมัยก่อนเส้นสลากไม่มากนัก จำนวนคนก็ไม่มาก จึงสะดวกสบายในการหาเส้นของพระเจ้า ปัจจุบันคนมากขึ้น ถ้าจะให้ศรัทธายกก๋วยขึ้นไปหาเส้นในวิหารเป็นสิ่งที่ยุ่งยากวุ่นวาย จึงใช้วิธีว่าถ้าหาเส้นสลากจากพระเณรไม่พบ ถือว่าเส้นจะต้องตกอยู่เป็นของพระเจ้าไม่จำเป็นต้องหาเส้นสลากกันอีก เมื่อเสร็จแล้วจึงนิมนต์ให้เจ้าอาวาสของวัดนั้นไปให้พรเป็นกลุ่ม ๆ ไป ก๋วยสลากทั้งหมดจะตกเป็นของวัดนั้น
ถ้าเป็นวิธีที่ “เส้นไปหาก๋วย” คือพระภิกษุสามเณรเป็นฝ่ายเดินไปหาเอาก๋วยตามเส้นก๋วยสลากที่ระบุไว้ ก็จะให้ชาวบ้านที่ไปเป็นขะโยมอ่านชื่อเจ้าของสลาก เมื่อเจ้าของได้ยินก็จะทักและนิมนต์ไปรับเอาก๋วยสลากตรงที่ตั้งไว้ ถ้าพระภิกษุรูปใดหรือสามเณรองค์ใดได้เส้นสลากของแม่หาบหญิง แม่หาบจะขอให้อ่านคำร่ำ คำกะโลง คำค่าว หรือคำสร้อย ที่ใส่ไว้ในก๋วยสลากของนางให้ฟัง พระภิกษุสามเณรก็จะอ่านออกเสียงตามวรรคตอนให้ฟัง ถ้ามีชาวบ้านเดินติดตามไปด้วยก็จะให้ชาวบ้านหรือขโยมเป็นผู้อ่านก็ได้ซึ่งถ้าเป็นชาวบ้านอ่านแล้วมักจะอ่านเป็นทำนองเสนาะ เมื่ออ่านจบพวกบ่าวหนุ่มที่ยืนฟังอยู่ด้วยก็จะพากันไปปรบมือโห่ร้องชอบใจเป็นที่ครื้นเครง

ตัวอย่าง “คำคร่าว” ของแม่หาบที่ใส่ไว้ในก๋วยที่ประดับข้างบน
ด้วยตัวหงส์ที่ทำด้วยใบตาลสำนวนหนึ่ง มีดังนี้

หงส์เหิยหงส์ บินบนแอ่นฟ้า ปางนี้ม่อนข้า ยกยืนยอสาน
จักยอยื่นยก นมัสการ ถวายหื้อเป็นทาน พระสังฆะเจ้า
ขอหื้อหงสา แห่งข้าน้องเหน้า กลายเป็นหงส์ทองเทพทิพ
มีรัศมี รังสีเดชฤทธิ์ เหาะเหินแอ่นผ้ายบินซาน
ไพเถิงชั้นฟ้า เมืองบนสวัรค์ บุญกินบุญทาน น้องดาแต่งสร้าง

สัพพะของกิน มีหลายมากกว้าง น้องได้ดามาพรั่งพร้อม
เก็บเอาใส่ก๋วย ใส่ถ้วยใส่พ้อม ทั้งสุบหมากส้อมยาพัน
หมากพลูหมากพร้าว กล้วยอ้อยของหวาน ยกยื่นยอทาน ในกลางข้วงแก้ว
กับหงส์คอคำ ตัวงามผ่องแผ้ว ขอถวายยอทายยื่นน้อม
สลากภัตตัง ทานังแห่งน้อง ได้ยกยอยื่นหื้อยอเคน
แก่พระสังฆะ แลมหาเถร พระสงฆ์องค์เณร ชู่องค์หนุ่มเถ้า

ขอหงส์คอคำ ตัวงามบ่เส้า สยองบินบนแอ่นฟ้า
นำเอาของทาน น้องไพอย่าช้า ไพไว้ในเขตห้องเมืองบน
ที่ปราสาททิพ นิเวศน์เวสน มหามงคล ปราสาทหลังกว้าง
ที่องค์สัตถา อินทาอยู่สร้าง สวัรค์เมืองบนฟากฟ้า
ขอหงส์พาทัง ตัวงามวาดว้า รักษาอยู่ถ้าญิงแพง
สลากดวงนี้ ขอเปนดวงแสน รักษาญิงแพง อยู่ในโลกหน้า
อายุสังขาร ได้ร้อยซาวห้า ขอหงส์คอคำอยู่ฟ้า

มานำเอาตัว ญิงไปอย่าช้า ไพเถิงเขตห้องเมืองบน
เสวยเครื่องทิพ อยู่ในเวสน มหามงคล ปราสาทหลังกว้าง
เทพาทั้งหลาย แวดล้อมอ้อมขวาง สนุกชมบานชื่นช้อย
ค่าวหงส์คอคำ ยาวนานบ่น้อย ขอจบเท่าอี้เนอนาย ก่อนแหล่นายเหย
อีกบทหนึ่งว่าดังนี้
สลากภัตตัง ทานังแห่งน้อง ได้ตกแต่งพร้อม สลากก๋วยสาน
จักยอยื่นยก นมัสการ ถวายยืนยอทาน พระสังฆะเจ้า

มีทั้งบุปผา ดวงงามบ่เส้า ทั้งขุนลิวโอพร้อมพรัก
สุบหมากมูลี สีส้อมสลัก พล้าวตาลกล้วยอ้อยหนมคราน
น้องดาใส่พร้อม เข้าต้มหนมหวาน ขอถวายยอทาน ในกลางข่วงแก้ว
มีทั้งบุปผา บานงามผ่องแผ้ว ทั้งของภุญชาพร่ำพร้อม
สลากก๋วยสาน น้องดาใส่พร้อม ขอถวายยื่นหื้อยอทาน
ภิกขุสังฆะ องค์พระสัณฐาน ในกลางอาราม ทังสามข่วงแก้ว
ขอหื้อกลายเปน สะเพาเลาแก้ว มหานาวาใหม่ยศ

ขี่ข้ามคงคา สาคอรย่านเล็ก สมุทรใหย่ใหม่ยศ
หื้อพันที่ร้าย ในโลกสงสาร เถิงนิพพานัง คือฝั่งกล้ำหน้า
สลากก๋วยสาน ของทานแห่งข้า จัดแจงดามาสู่วัด
ขอถวายยอทาน ในห้องสำนัก ในกวงข่วงแก้วอาราม
ขอเชิญพี่น้อย พี่อ้ายนายหนาน โมทนาทาน อ่านหื้อน้องเผี้ยน
เพื่อนฝูงมีใหน หื้อชวนมาเลี้ยง ไผไหนคนใดช่างช้อย ก่อนแหล่

การหาเส้นสลากและการกินเส้นสลากจะเสร็จสิ้นประมาณเวลา ๑๑.๐๐-๑๑.๓๐นาฬิกา พระภิกษุสามเณรก็จะรื้อก๋วยสลากนำเอาข้าวและอาหารในก๋วยออกมาฉันกัน ซึ่งปัจจุบันเป็นการเห็นว่าไม่เรียบร้อยที่พระภิกษุสามเณรต่างองค์ต่างฉัน ทั้งกิริยาที่ฉันเรียบร้อยและไม่เรียบร้อยโดยเฉพาะสามเณรเล็ก ๆ ดังนั้นจึงได้จัดเลี้ยงอาหารเพลแด่พระสงฆ์
หากมีขะโยมและชาวบ้านไปงานกินสลากกับพระภิกษุสามเณร ขะโยมหรือชาวบ้านจะเอาไม้รวกเป็นคานหามสอดก๋วยซองทั้งหมดหามกลับวัดของตน ในระหว่างเดินทางกลับหากหิวข้าวก็จะหยุดพักตามร่มไม้แล้วเทก๋วย เอาข้าวปลาอาหารสู่กันกิน ในกรณีที่มีแม่หาบไปด้วยพวกแม่หาบก็จะพากันเทก๋วยเลือกเอาเฉพาะของกินของใช้ออกใส่ภาชนะที่หาบมาจากบ้าน แล้วหาบตามพระภิกษุสามเณรกลับวัด เมื่อไปถึงก๋วยที่เป็นของเจ้าอาวาสก็จะมีศรัทธาชาวบ้านมาช่วยกันรื้อเก็บเข้าของรวมกันเป็นอย่างๆ และเจ้าอาวาสก็จะแบ่งของกินของใช้ให้แก่ชาวบ้านไปกิน กับก๋วยที่เป็นส่วนของสามเณรก็จะนำไปให้พ่อแม่หรือญาติพี่น้องเก็บวัตถุของกินเครื่องใช้ไว้ที่บ้านของสามเณรแต่ละองค์
สำหรับวัดที่จัดงานกินข้าวสลากนั้น เมื่อพระภิกษุสามเณรจากวัดอื่นกลับหมดแล้วก็จะให้ศรัทธาขึ้นไปหาเส้นสลากในวิหาร ซึ่งก็มีความสนุกและวุ่นวายอีกครั้งหนึ่งเพราะต้องหาเส้นสลากของตัวเองให้พบ ก๋วยที่เป็นส่วนของพระเจ้าหรือของที่เป็นพระพุทธรูป ต้น หรือเครื่องไทยทานใดที่เป็นต้นสลากโชคทางคณะกรรมการก็จะจัดไว้เป็นของบูชาแด่พระพุทธรูปประธานถ้าเป็นของใช้ในวัดเป็นส่วนรวม ที่เป็นก๋วยซองส่วนหนึ่งจะบริจาคให้แก่ยาจก อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นของเข้าวัดหรือเลกวัด ต่อมาเมื่อเข้าวัดหมดแล้ว ส่วนดังกล่าวจึงจะตกเป็นของขะโยมวัด

สลากเทวดา
หรือบางแห่งเรียกว่า สลากเบอร์ คือพิธีกินข้าวสลากขนาดเล็ก จัดขึ้นเฉพาะหมู่บ้านหนึ่งเท่านั้น ไม่มีการสมทบการทำบุญจากญาติพี่น้องต่างบ้าน พระภิกษุสามเณรผู้ร่วมพิธีก็จะนิมนต์เอาเฉพาะที่อยู่ในวัดนั้น ๆ เมื่อศรัทธาชาวบ้านนำเอาก๋วยมาสมทบกันแล้ว ก็จะจัดแบ่งรวมกันเป็นกอง ๆ ตามจำนวนภิกษุสามเณรของวัดนั้น และจัดกองหนึ่งถวายเป็นเครื่องบูชาพระพุทธรูป กองหนึ่งถวายเป็นเครื่องบูชาพระธรรม กองหนึ่งถวายพระธาตุเจดีย์ กองหนึ่งถวายเป็นของอาจารย์วัดกองที่จัดไว้ถวายแด่พระสงฆ์และสามเณรจะติดหมายเลขไว้ที่กองตั้งแต่เบอร์ ๑ ไปจนครบจำนวนพระเณร แล้วเขียนตัวเลขใส่กระดาษแผ่นเล็ก ๆ ม้วนเป็นกระดาษใส่บาตรให้พระเณรจับเอาองค์ละ ๑ เบอร์ ถ้าได้เบอร์ตรงกับกองไหนก็ยกกองนั้นถวายแก่รูปนั้นไป


index l on top

ประเพณีขึ้นดอยขะม้อ
ก่อนจะมีงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยเป็นประจำทุกปีของจังหวัดลำพูน ๓ วัน หรือในวันขึ้น ๑๕ ค่ำของทุกปี จะมีประเพณีที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดลำพูน คือประเพณีขึ้นดอยขะม้อ ซึ่งเชื่อกันว่าการขึ้นไปนมัสการบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์และได้นำน้ำศักดิ์สิทธิ์มาดื่มกินจะทำให้เกิดสิริมงคลในชีวิตและรักษาโรคต่างๆให้บรรเทาลงได้ ทุกปีจึงมีประชาชนทั้งในจังหวัดลำพูนและจังหวัดใกล้เคียงเข้าร่วมประเพณีดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ดอยขะม้อตั้งอยู่บนภูเขาทางทิศตะวันออกของอำเภอเมืองลำพูน อันเป็นส่วนหนึ่งของป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ธิ-แม่ตีบ-แม่สาร ในเขตท้องที่ตำบลมะเขือแจ้ มีลักษณะสูงชัน ยอดเขาแหลมแตกต่างจากบอดเขาที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันดุจกับเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน มีลักษณะเหมือน”หม้อคว่ำ” ชาวเมืองแต่โบราณเรียกว่า “ดอยหม้อคว่ำ”ภายหลังเพี้ยนมาเป็น “ดอยขะม้อ”ปัจจุบันนี้บางคนเรียกว่า”ดอยขะม้อบ่อน้ำทิพย์” เพราะว่าบนยอดดอย มีบ่อน้ำเกิดกลางแผ่นดินสูง จึงถือว่าเป็นบ่อน้ำศํกดิ์สิทธิ์หรือชาวบ้านเรียกว่า “บ่อน้ำทิพย์”

มีตำนานเล่าขานกันต่อมาเกี่ยวกับประวัติของบ่อน้ำทิพย์นี้ว่า

.......เมื่อครั้งพุทธกาลที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ได้เสด็จจาริกโปรดเวไนยสัตว์ในที่ต่างๆมาแวะฉันอาหารบนยอดดอยนี้
ก่อนที่จะฉันอาหารพระองค์ได้ทรงบิณฑบาตร แล้วขึ้นไปจัดแจงแต่งดาบนดอยลูกหนึ่งทางตอนเหนือของดอยขะม้อ
ดอยลูกนั้นจึงได้ชื่อว่า “ดอยห้างบาตร”(ห้างเป็นภาษาเหนือที่แปลว่าแต่งดา) ดอยห้างบาตรรอยู่ในเขตตำบลห้วยยาบ อำเภอบ้านธิ
จังหวัดลำพูนในปัจจุบัน ที่บนดอยห้างบาตรมีรอยบาตรประทับบนแผ่นดิน เมื่อจัดแจงแต่งดาบาตรเสร็จก็ออกบิณฑบาตไปตามหมู่บ้านต่างๆ แล้วไปแวะพักฉันอาหารบนยอดดอยขะม้อ เมื่อฉันอาหารเสร็จไม่มีน้ำจะเสวย
พระอานนท์จึงได้ไปตักน้ำยังลำห้วยแห่งหนึ่งทางทิศเหนือของดอยขะม้อ ปรากฏว่าลำห้วยตีบตันไปหมดไม่สามารถตักน้ำได้ จึงกลับมากราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า”ดูก่อนอานนท์ ต่อไปในภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกลำห้วยนี้ว่า “แม่ตีบ”
พระอานนท์ขึงไปยังลำธารอีกแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของดอยนี้ น้ำในลำธารใสสะอาดบังเอิญมีเกวียนผ่านไปเล่มหนึ่งทำให้น้ำขุ่นหมด พระอานนท์รอ (ท่า) อยู่เป็นเวลานานน้ำก็ไม่ใสสักทีจึงกลับไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนพระอานนท์ ต่อไปลำธารสายนี้ คนทั้งหลายจะเรียกว่า “แม่ท่า” ภายหลังเพี้ยนเป็น “แม่ทา” ในปัจจุบัน
พระอานนท์จึงไปยังหนองน้ำแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของดอยนี้ เมื่อพระอานนท์ไปถึงพญานาคที่รักษาหนองน้ำแห่งนั้นก็บันดาลให้หนองน้ำแห่งนั้นแห้งไปหมดไม่สามารถตักน้ำได้ พระอานนท์จึงรับกลับไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนพระอานนท์ ต่อไปในภายภาคหน้าคนทั้งหลายจะเรียกหนองน้ำแห่งนี้ว่า “หนองแล้ง” ปัจจุบันเป็นบ้านหนองแกล้ง (ไชยสถาน อยู่ในตำบลอุโมงค์ อำเภอเมืองลำพูน)
เมื่อเป็นดังนี้ พระพุทธองค์จึงอธิษฐานถึงบารมีทาน แล้วใช้พระหัตถ์กดลงบนแผ่นหิน ฉับพลันก็มีน้ำพุ่งมาให้เสวยได้สมพระทัย พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า “ดูก่อนพระอานนท์ เมื่อตถาคตเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ธาตุของตถาคตจะไปตั้งอยู่กลางเมืองหริภุญชัยในสมัยพญาอาทิตยกราช แล้วคนทั้งหลายจะมาตักเอาน้ำแห่งนี้ไปสรงพระธาตุของตถาคต”

ในประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัย มีขึ้นเป็นประจำทุกปีตรงกับวันเพ็ญเดือนหก (วันวิสาขบูชา) หรือ วันเพ็ญเดือนแปด (เหนือ)
ชาวบ้านเรียกว่า “ประเพณีเดือนแปดเป็ง”แล้วจะมีการตัดน้ำจากบ่อน้ำทิพย์ก่อนสรงน้ำ ๓ วัน
บนยอดดอยขะม้อมีความกว้างประมาณ ๑๒ เมตร ยาวประมาณ ๓๐ เมตร ล้อมรอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อนอันเป็นต้นน้ำของลำห้วย”แม่ตีบ”มีพระวิหารหลังหนึ่งตั้งอยู่กับพระบาทจำลอง มีจาริกเป็นภาษาล้านนาจาริกว่า”ได้สร้างพระวิหารและรอยพระบาทจำลองนี้ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ โดยครูบาสิงห์ชัย วัดสะแล่ง พระครูชัยลังกา วัดศรีชุม ขุนจันทนุปาน กำนันตำบลมะเขือแจ้ และนายชัยกำนันตำบลบ้านกลาง หลังพระวิหารเก่าแก่นี้เป็นบ่อน้ำทิพย์เป็นลักษณะบ่อที่เกิดกลางแผ่นดิน ปากบ่อกว้างประมาณ ๓ เมตรความลึกไม่สามารถวัดได้ มีรั้วล้อมรอบและมีป้ายห้ามผู้หญิงเจ้าไป เพราะมีความเชื่อว่าถ้าผู้หญิงเข้าไปแล้วน้ำในบ่อจะแห้งทันที

นอกจากนี้จะใช้น้ำทิพย์ในการสรงน้ำพระบรมธาตุหริภุญชัยแล้ว ยังได้มีการใช้น้ำทิพย์จากดอยขะม้อ ในพิธีบรมราชาภิเษกและงานราชพิธีต่างๆ โดยในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พ.ศ.๒๔๕๓ (โดยพิธีจัดในปี ๒๔๕๔) ให้มีการพลีกรรมตักน้ำจากแม่น้ำและแหล่งน้ำต่างๆที่ถือว่าสำคัญและเป็นศิริมงคลมาตั้งทำน้ำพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ณ มหาเจดียสถานที่เป็น
มหานครโบราณ ๗ แห่ง คือ
๑.แม่น้ำป่าสัก ตำบลท่าราบ (เมืองศรีเทพ)
๒.ทะเลแก้วและสระแก้ว เมืองพิษณุโลก
๓.น้ำโชคชมภู่ น้ำบ่อแก้ง น้ำบ่อทอง เมืองสวรรคโลก
๔.แม่น้ำนครไชยศรี ตำบลบางแก้ว จังหวัดนครปฐม (เมืองนครชัยศรีโบราณ)
๕.บ่อวัดหน้าพระลาน บ่อวัดเสมาชัย บ่อวัดเสมาเมือง เมืองนครศรีธรรมราช
๖.บ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
๗. บ่อน้ำวัดธาตุพนม เมืองนครพนม

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ใช้น้ำจากบ่อน้ำทิพย์ดอยขะม้อในราชพิธีบรมราชาภิเษกด้วยในปี พ.ศ.๒๔๖๘ รัชกาลที่ ๘ ไม่มีพิธีราชาภิเษกและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้ใช้น้ำทิพย์ดอยขะม้อในพิธีบรมราชาภิเษกในปี ๒๔๙๓ และมีการใช้น้ำจากบ่อน้ำทิพย์นราชพิธีต่างๆตามโบราณราชประเพณี

index l on top

ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ (เลี้ยงผีฝาย)
ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นประเพณีที่แสดงถึงความกตัญญูต่อแม่น้ำลำธารที่มีต่อการทำมาหากินของชาวบ้านโดยเฉพาะในเขตอำเภอทุ่งหัวช้าง อำเภอบ้านโฮ่ง อำเภอลี้ ในจังหวัดลำพูนเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ยังมีอาชีพการเกษตรเป็นหลัก จึงต้องมีการพึงพาอาศัยน้ำจากแม่น้ำลำธารในการทำการเกษตร
คำว่าผี หมายถึง คงหมายถึงวิญญาณหรือสิ่งที่สิงสถิตอยู่ในที่นั้นๆ
คำว่า ขุน หมายถึง ความเป็นใหญ่ ต้นตอ ประธานหรืออารักษ์
คำว่า น้ำ มีความหมายเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว แต่ในที่นี้หมายเอาแม่น้ำลำคลอง เหมืองฝาย
เพราะฉะนั้น คำว่า “ผีขุนน้ำ” หมายถึง สิ่งที่สถิตอยู่ตามต้นน้ำลำธาร หรืออารักษ์ต้นน้ำลำธารอันมีหน้าที่ปกป้องรักษาต้นน้ำลำธารนั่นเอง ตัวอย่าง เช่น อารักษ์แม่ปิง หรือขุนน้ำแม่ปิง

การจัดพิธีเลี้ยงผีขุนน้ำส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในเดือนเก้า (มิถุนายน) หรือบางหมู่บ้านจะมีการทำก่อนการทำนาเป็นประจำทุกปี) ก่อนทำการเลี้ยงต้องมีการประชุมกันก่อนระหว่างลูกเหมือง (หมายถึง ผู้ที่ใช้น้ำในแม่น้ำลำธารนั้นๆทำการเกษตร) เมื่อประชุมตกลงกันและหาฤกษ์งามยามดีกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จะมีการเรี่ยไรเงิน เพื่อจัดซื้อเครื่องสังเวยต่างๆ

ซึ่งประกอบด้วย
เทียน ๔ เล่ม ดอกไม้ ๔ สวย (กรวย) พลู ๔ สวย หมาก ๔ ขดหรือ ๔ ก้อม ( ๑ ขดเอามาตัดครึ่งเท่ากับ ๑ ก้อม) ช่อขาว (ธง) ๘ ผืน มะพร้าว ๒ คะแนง กล้วย ๒ หวี อ้อย ๒ เล่ม หม้อใหม่ ๑ ใบ แกงส้มแกงหวาน หัวหมู ไก่ต้ม สุรา และโภชนาหาร ๗ อย่าง รวมทั้งเมี่ยงและบุหรี่ เป็นต้น
เมื่อจัดการแต่งดาเครื่องสังเวยพร้อมแล้ว ก็ทำชะลอมขึ้น ๓ ใบ สำหรับใส่เครื่องสังเวยต่างๆที่จัดเตรียมไว้ ชะลอม ๒ ใบแรกให้คนหาบไป ส่วนใบที่ ๓ นั้นให้คอนไป แล้วให้ทำศาลขึ้นหลังหนึ่ง ณ ที่ต้นน้ำลำธารสำหรับที่จะเลี้ยงนั้น ประกอบด้วยหลักช้างหลักม้า ปักอยู่ใกล้ๆศาลแล้วนำเอาเครื่องสังเวยต่างๆขึ้นวางบนศาลนั้น แล้วทำพิธีกล่าวอัญเชิญเทวดาอารักษ์คลอดถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีสางต่างๆอันประจำรักษาอยู่ ณ ต้นน้ำลำธารที่นั้นให้ได้รับรู้แล้วมารับเอาเครื่องสังเวยต่างๆ

ตลอดจนของให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อำนวยอวยพรให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ มีฝนตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งกล่าวเป็นภาษาเหนือว่า “ขออัญเจินแพระผีป่า ขุนกลวงมะลังก๊ะ แม่ธรณี เจ้าตี้เจ้าดิน เทวดาอารักษ์ตังหลายอันปกปักรักษายังป่าไม้ต้นน้ำลำธาร เหมืองฝาย ภูผา ปูดอย จุ่งช่วยปล่อยน้ำปล่อยฝนตกลงมาหื้อชาวบ้านชาวเมือง สัตว์ตั๋วน้อยตี๋วใหญ่ สีพพะทั้งหลายจุ่งหื้อมีน้ำกินน้ำใช้ หื้อพิซซะข้าวกล้าจุ่งปันอุดมสมบูรณ์งามดี อย่าได้มีศัตรูหมู่ของร้านมาก๋วนมาควีแต่เต๊อะเป็นต้น
ต่อจากนั้นพอตั้งเครื่องสังเวยมานานพอสมควรแล้ว สมมุติว่าเจ้าที่เจ้าทาง ผีสางอารักษ์ทั้งหมายรับเครื่องสังเวยอิ่มแล้วก็นำเอาเครื่องสังเวยเหล่านั้นมาแบ่งปันกันกินต่อไปเป็นเสร็จพิธี

 


วัดประตูป่า
( ป่าม่วงจุมหัวเวียงหละปูน )
เลขที่ ๙๕ หมู่ที่ ๔ บ้านประตูป่า ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ๕๑๐๐๐
โทรศัพท์/โทรสาร (๐๕๓)
๕๓๑ ๐๖๕, มือถือ ๐๑ ๘๘ ๓๓ ๔๐๕
PRATUPA TEMPLE
95 Moo 4 Baan Pratupa T.Pratupa A.Muang Lamphun 51000 THAILAND.
Tel / Fax : 6653 531 065 Mobile : 01 88 33 405

www.watpratupa.com
E-Mail : watpratupa@hotmail.com